preload

รายงานตัวเพื่อตรวจสอบสภาพในฐานะกำลังพลสำรอง

เรียน รด. หรือเป็นนักศิกษาวิชาทหาร จบมา 5 ปีกว่าแล้ว ก็นึกว่าจะไม่มีอะไรต้องยุ่งเกี่ยวกับทหารอีก

แต่จู่ๆ สัสดีในเขตผมก็โทรเข้ามือถือ บอกให้ไปรับหมายเรียกพล!!! ภายในอาทิตย์นี้ และสัสดีก็รีบพูดต่อว่า

ไม่ต้องตกใจไม่ได้เรียกไปฝึกแต่เรียกไปตรวจสอบสภาพ นะครับ สอบถามเบื้องต้น ก็เข้าใจว่า เค้าให้ไปรายงานตัวที่หน่วยทหาร ไปวันเดียว ที่ไหนซักที่ ตอนนั้นฟังแต่จำไม่ได้ แล้วก็วางไป

หลังจากนั้น ผมก็มาหาข้อมูลซะหน่อย ว่า ไอเรียกพลเพื่อตรวจสอบสภาพ นี่มันคืออะไร

เท่าที่หาข้อมูลมาได้ หลังจาก เรียนรด. จบปี 3 เราก็จะกลายมาเป็น ทหารกองหนุน หรือกำลังพลสำรอง(เป็นหน้าที่นะครับ) หรือก็คือเป็นทหารน่ะแหละ ซึ่งถ้ายังจำกันได้ สมัยเรียนรด. ครูฝึกก็เคยบอกว่า กำลังพลสำรอง เป็นกองกำลังที่จะมาช่วยกำลังพลหลัก(คือทหารประจำการ) เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นสงครามเป็นต้น เพราะลำพังแค่กำลังพลหลักมีไม่พอ ก็จะมีกำลังพลสำรอง นี่แหละ ที่จะมาช่วย

เพื่อการเตรียมพร้อม เผื่อจะเกิดเหตุการณ์อะไรในอนาคต ก็จะมีการเรียกระดมพลประจำปี หรือเตรียมให้กำลังพลสำรองมีความพร้อมอยู่เสมอ ซึ่ง เท่าที่ผมหามา มี เรียก 4 แบบครับ

  1. เรียกเพื่อตรวจสอบสภาพ ในยามปกติ  มีระยะเวลาไม่เกิน 1 วัน เพื่อตรวจสอบบัญชี อะไรทำนองนี้ ว่ายังอยู่ดีมั้ย ที่อยู่เปลี่ยนรึเปล่า บลาๆ
  2. เรียกเพื่อฝึกทบทวนวิชาทหาร มีระยะเวลาไม่เกิน 60  วัน ในยามปกติ เรียกมาฝึกทบทวน ใช้อาวุธ อะไรแบบนี้มั้งคับ
  3. เรียกเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม มีระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน เรียกได้ทั้งยามปกติและเหตุการณ์คับขัน เรียกมาเพื่อซักซ้อม หรือ ทดลองแผนการรบ
  4. เรียกเพื่อระดมพล อันนี้คือ คับขันแล้ววว เรียกมาเพื่อเข้าประจำการเป็นทหารเลย

ถ้าไม่ไปตามหมายเรียก มีความผิดตามกฏหมายนะคร้าบบบบ

ของผม หลังจากหาเวลาไป พบสัสดีที่ทำการเขตแล้ว ดูในหมายเรียก ของผมเข้า ข้อแรก ครับ คือเรียกเพื่อตรวจสอบสภาพ ในหมายเรียกจะระบุสถานที่และเวลา ว่าให้ไปรายงานตัวเมื่อไหร่ ที่ไหน กี่วัน เท่าที่ถามกับสัสดีเบื้องต้น ก็คือ ไม่ใช่เรียกไปฝึก แต่ผมถูกจัดให้ไปสังกัดที่หน่วยนี้ เค้าเลยให้ไปรายงานตัว เพื่อรู้จักหน้าค่าตากันซะหน่อย และให้แต่งกายสุภาพปกติ เหมือนติดต่อราชการ

ในเมื่อรับหมายเรียกมาแล้ว ก็คงต้องไป ตามหมายเรียกพล ให้ไปรายงานตัว เวลา 7.00 น. (จะเช้าไปไหน!)

ก็ไปถึงแต่เช้า ก่อน 7.00 น. นิดหน่อย เริ่มมีคนมาบ้างแล้ว ทหารก็บอกให้รอ เดี่ยวจะเริ่มลงทะเบียนแล้ว

นั่งรอถึงเกือบ 8 โมง เค้าก็เปิดให้ลงทะเบียน  สิ่งที่ต้องใช้คือ หมายเรียกผล และ สมุดประจำตัวกำลังสำรอง(เล่มสีเขียว)

เป็นชิ้นเป็นอัน ปั้นมากับมือ

ขณะที่นอนอ่านหนังสือเล่มนึงอยู่ชื่อ “บุกคนสำคัญ” ผมอ่านถึงตอนของ ลีโอนาโด ดาวินซี  ซึ่งทุกคนก็คงรู้จักดี

ในตอนนี้เค้าเล่าถึงผลงานของ ดาวินซี ที่มีมากมายหลายแขนง มีทั้งเป็นแค่ไอเดียที่จดไว้ ทั้งที่ทำสำเร็จขึ้นมาและทำค้างไว้ยังไม่เสร็จ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่จะเป็นแบบหลังสุด

แต่ข้อคิดของเรื่องนี้คือ สิ่งที่ทำไม่เสร็จเหล่านั้น หรือล้มเหลวมากมายเหล่านั้น มันไม่ได้ไร้ประโยชน์หรือไม่มีค่า มันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ทำสิ่งต่อๆมาสำเร็จขึ้นได้

ผลงานหลายอย่างของ ลีโอนาโด ดาวินซี ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาหลายปี แม้กระทั้งการปั้นรูปม้า ก็ต้องศึกษากายวิภาคของม้า จนสุดท้ายงานนั้นก็ไม่เสร็จเพราะมีเรื่องอื่นๆเข้ามา จนหลายคน วิจารณ์ว่า เพราะเค้าพยายามทำให้มันสมบูรณ์แบบเกินไป สุดท้ายก็เลยไม่เสร็จ

ผมนอนอ่านเรื่องนี้ แล้วก็นั่งคิดถึงชีวิตตัวเอง ย้อนกลับไปว่า ตั้งแต่เกิดมาผมทำผลงานอะไรสำเร็จบ้างนะ มันก็พอมีนะ หลายอันก็ภูมิใจ แต่หลายอันก็ล้มเหลว หรือทำแล้วทิ้งไปก็หลายอัน แต่สิ่งที่รู้สึกสะดุดอย่างนึงคือ สิ่งที่ผมเรียกว่าทำเสร็จที่ผ่านมา มันเสร็จด้วย deadline คือเพราะมีกำหนด deadline สุดท้ายก็ต้องรีบๆทำให้เสร็จ ไปซะทุกครั้ง ทุกชิ้่น และพอทำมันเสร็จก็เหมือนจะเลิก ไม่ทำต่อ และทิ้งมันไป

พอคิดๆดูแล้ว เลยชักรู้สึกว่า แบบนี้อาจจะเรียกว่าไม่สำเร็จก็ได้ แม้ผลลัพธ์มันจะสำเร็จ(ได้รางวัล บลาๆ) แต่ไม่มีเลยซักอย่างที่ ทำขึ้นมาแบบ บรรจงปั้นขึ้นมา โดยไม่สนใจเวลา ทำให้มันสมบูรณ์แบบที่สุด หรือพัฒนาต่อๆไปเรื่อยๆ จนตัวเองพอใจถึงที่สุด ที่แล้วมา มันพอใจเมื่อเทียบกับเวลาที่มีเท่านั้น ณ ตอนที่หมดเวลา ถ้าถามว่าอยากทำให้ดีกว่านี้อีกมั้ย ก็อยาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

นี่มันน่าจะเรียกว่ายังไม่เสร็จรึเปล่า

เขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่อะไร เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และสำเร็จขนาดตัวเองภูมิใจมากๆ มาซักพักแล้วตั้งแต่แข่งโรบอทและซีเนียร์โปรเจค

My Dual Desktops

http://picasaweb.google.com/lh/photo/71rRGOLE44d9bLUTMzYdbw

ถ่ายเก็บไว้หน่อย Thinkpad x200 คู่กับ Mac mini ของที่ทำงาน

ปล. ถ่ายด้วย A88 ถ่ายนานมากกว่าจะไม่เบลอ -_-”

Work at home due to the crisis

ช่วงนี้ บ้านเมืองอยู่ในวิกฤต ยิ่งเหตุการณ์ผ่านไปยิ่งเริ่มเข้าใจว่า หลายๆประเทศที่เคยเห็นในข่าวว่าเค้ารบกันหรือขัดแย้งกันรุนแรง หรือแม้แต่ที่เราเรียนกันว่า กรุงแตก มันเกิดขึ้นได้ยังไง  ยิ่งเห็นยิ่งหดหู่ ยิ่งฟังยิ่งเครียด ตอนนี้มีความคิดว่า ถ้าเราช่วยอะไรไม่ได้ ก็ควรจะอยู่เฉยๆไม่พูดอะไรดีกว่า ด่าทอใครก็ไม่เกิดประโยชน์ ยิ่งก่อให้เกิดความเกลียดและโกรธ ต่อเนื่องมากขึ้นไปไม่สิ้นสุด

ตั้งวันจันทร์และวันนี้ ผมทำงานที่บ้าน มา 2 วันแล้วว โชคดีที่บ้านอยู่ชานเมือง ไกลจากบริเวณที่เกิดเหตุมาก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาได้ ก็รู้สึกปลอดภัยได้เลย แต่ออฟฟิศ อยู่แถวสาทร ซึ่งก็ยังไม่ใช่ที่เกิดเหตุ แต่ก็ค่อนข้างใกล้ เลยไม่กล้าไป เพราะกลัววันดีคืนดี การกระชับพื้นที่มันจะขยายวงออกมาแถวบริษํท แล้วจะไม่ปลอดภัย แต่นี่ก็ 2 วันแล้ว ยังไม่เกิดอะไรขึ้น  อาจจะเปลี่ยนแผนอีกที

การทำงานที่บ้าน เลยต้องทำทุกอย่าง remote แบบเต็มที่ ด้วย vpn หะหะ ตื่นขึ้นมาประชุมกับพี่ๆในชุดนอน ผ่าน IM หรือไม่ก็ ประชุม skype ก็สนุกดี IM ก็เด้งตลอดเวลา เพราะคุยต่อหน้ากันไม่ได้  โดยรวมแล้วก็ไม่ลำบากมากนัก เหมือนจะสะดวกดีแต่บางเรื่องก็ไม่สะดวกเท่าเจอหน้ากันอยู่ดี

แต่สิ่งที่ได้จากการทำงานที่บ้านคือ ความเงียบ เพราะอยู่บ้านคนเดียว interrupt น้อยมาก ยิ่งถ้า ปิด twitter ด้วยแล้ว ถ้าเข้าโหมดได้เรียกได้ว่ามีสมาธิมาก ง่วงๆตึงๆก็ลงไปนอนพักบนเตียงห้าถึงสิบนาทีแล้วก็ลุกขึ้นมาทำต่อได้  แต่ สิ่งที่ไม่ดีคือ เส้นแบ่งระหว่าง งานกับการเวลาส่วนตัวมันเบลอมาก ตื่นมาก็เข้างานได้เลย และไม่มีช่วงเวลาที่เดินออกจากบริษํท แบบนี้มันก็ไม่ดีต่อตัวเองเท่าไหร่อะนะ ต้องคุมดีๆ

พรุ่งนี้คงจะทำงานที่บ้านต่ออีกวัน ดูสถานการณ์อีกทีว่าจะเปลี่ยนแผนรึเปล่า

แต่ยังก็ขอให้บ้านเมืองเข้าสู่ความสงบ เป็นปกติโดยเร็วและยั่งยืนนะครับ

Internet บนเตียง

ช่วงนี้ผมใช้เวลาอยู่บนเตียงค่อนข้างมากเลยทีเดียว นอนเล่นอินเตอร์เน็ตบนเตียง โดยใช้ A88 ที่พึ่งซื้อมา

จะเรียกว่าเสียเวลาก็ได้ เพราะถ้าจับเวลาจริงๆ อ่านทวีตหรืออ่านเว็บบนเตียงด้วยหน้าจอเล็กๆ พิมพ์คีย์บอร์ด touchscreen นี่ช้ากว่า โน๊ตบุ๊กและคีย์บอร์ดบนโต๊ะหลายเท่านัก แต่นอนบนเตียงมันสบายกว่าจริงๆ

และอย่างที่ผมเคยเล่าไป Android มันมี multitasking ที่โอเคและ notification ที่ดีมาก ตอนนี้เวลาที่จับ A88 นอนเล่นบนเตียง ผมเลยติดลูป เริ่มด้วยนั่งอ่าน tweet -> เปิดอ่านเว็บ -> มีเมล์ใหม่ -> เปิด facebook อ่าน newsfeed -> มีทวีตใหม่ -> ตอบทวีต -> เปิดเว็บต่อเนื่อง -> มีทวีตใหม่ วนไปเรื่อยๆ

เสียเวลาเป็นชั่วโมงกว่าเลยๆ จนเริ่มกลัวที่บ้านด่า เพราะเห็นเราเล่นนั่งจ้องมือถือนานมากและไปเรื่อยๆ หน้าจอเล็กๆ เสียสายตา

ตอนนี้รู้สึกอยากได้ Android tablet จอใหญ่ซํก 10″ เหมือน iPad มากกก เพราะอ่านเว็บในหน้าจอเล็ก ยังลำบากอยู่ และอ่าน article ที่ยาวๆไม่ไหว

แต่พอมีพฤติกรรมแบบนี้ทำให้รู้สึกว่า เราต้องการอุปกรณ์ที่เหมือน iPad เพื่อใช้เล่นอินเตอร์เน็ตและทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่ใช่ทำงานจริงๆบนเตียงได้

ปล. ไม่ต้อง comment ว่า “ก็ซื้อ iPad เลยสิ” นะครับ เท่าที่ได้เล่นดู iPad ยังมีข้อเสียอีกหลายอย่างมาก และผมชอบ Android OS มากกว่า ณ ตอนนี้

One year later

ผมทำงานมาครบปีแล้ว เมื่อต้นเดือนนี้เอง จะว่าเร็วก็ไม่เร็วนัก จะว่าช้าก็ไม่ช้า มันไปของมันเรื่อยๆ

ถึงตอนนี้ ผมมีประสบการณ์การทำงาน 1 ปีแล้ววว!! แต่ถ้าถามว่ารู้สึกว่า 1 ปีที่ผ่านมา รู้สึกตัวเองเปลี่ยนไปมั้ย ก็คงต้องตอบว่า นิดหน่อยครับ

รู้สึกได้พัฒนาตัวเองมากขึ้นมั้ย ก็พอสมควร แต่ยังไม่ได้อย่างที่ต้องการ

1 ปีที่ผ่านมา จริงๆ ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 6 เดือนแรกกับที่ทำงานที่แรก กับ 6 เดือนหลังกับที่ทำงานปัจจุบัน

แต่จากที่ทำงานมา 2 ที่ รวมกับที่ทำ part-time อีก 1 ที่ก่อนเรียนจบแล้ว ทำให้ได้เห็นธุรกิจหลายๆแบบเหมือนกันทางด้านไอทีและเทคโนโลยี และได้เห็นตัวงาน เนื้องานของแต่ละธุรกิจ ที่ผมได้เข้าไปสัมผัส และมากกว่านั้นบริษัทที่ผมเคยได้เข้าไปทำงานมา ก็ล่้วนแต่เป็นบริษัทรุ่นพี่ซึ่งก็ทำให้พอจะได้เห็นเงาตัวเองลางๆ ถ้าคิดจะเดินในเส้นทางเป็นผู้ประกอบการ  แต่ยังไงชีวิตก็คงต้องเลือกเอง ทำเองล่ะครับ ไม่แน่ว่าจะเหมือนกันเสมอไป ที่เห็นมา 3 ที่ ก็มีจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกัน แนวคิดไม่เหมือนกัน น่าสนใจดี

สำหรับชีวิตประจำวัน ตอนนี้ชินกับการเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว ตื่นเช้า(ถ้าเรียกว่าเช้านะ)ได้ไม่ลำบากนัก จัดสรรเงินตัวเองได้โอเค ใช้จ่ายส่วนนึง มีเงินเก็บส่วนนึง ซื้อชองเล่นส่วนนึง ทุกอย่างก็ดูลงตัวดี จนบางครั้งมันดูนิ่งไหลๆ เกินไปเหมือนกัน แต่ถึงยังไง เสาร์อาทิตย์ก็ยังรู้สึกเป็นช่วงเวลาที่มีค่าอยู่ดี

ทุกวันนี้ ที่ผมทำงานอยู่ปัจจุบัน ก็ค่อนข้างแฮปปี้ดีครับ เพื่อนร่วมงานดี เก่งๆทั้งน้ั้น พูดคุยกันสนุก เนื้องาน ก็มีอะไรให้เรียนรู้เรื่อยๆ ผู้บริหารเข้าใจว่าธรรมชาติเราเป็นยังไง ชีวิตในออฟฟิศก็แฮปปี้ดีครับ ทำให้อยากออกจากบ้านไปทำงาน แม้ว่า 6 เดือนที่ทำงานมา ผมยังรู้สึกยังไม่ได้ทำอะไร accomplish สำเร็จให้บริษัทเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ ถึงขนาดบางครั้งรู้สึกตัวเองทำงานไม่คุ้มกับสิ่งที่ได้รับเลยด้วยซ้ำ รู้สึกเหมือนเวลาทำงานแต่ละวันผ่านไปเร็วมากแต่งานออกมาได้น้อยกว่าที่คิดอยู่บ่อยๆ จะด้วยความขี้เกียจหรือยังไม่ทุ่มเทมากพอยังไงก็ตาม แต่ก็จะพยายามจะขยันและทำให้ดีขึ้น หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆครับ และทำงานได้แบบมืออาชีพ

สิ่งที่ผมรู้สึกว่าที่ทำงานปัจจุบันยังไม่ตรงใจผมนักคือ การสร้างบรรยากาศการทำงานให้มากกว่านี้ จริงๆมันเป็นเรื่องยากอยุ่เหมือนกัน ที่จะ balance ระหว่างบรรยากาศในการทำงาน บรรยากาศในการเรียนรู้สร้างสรรค์ และบรรยากาศความสนุกในที่ทำงาน แต่ที่เป็นอยู่มันค่อนข้างจะโอนเอียงไปที่ 2 อย่างหลังมากเกินไปหน่อย แต่ผมก็คิดว่าเรื่องแบบนี้มันยากจะจัดการอยู่เหมือนกัน เพราะอยู่ที่ธรรมชาติคนพอสมควร

ในทาง technical 1 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นภาพกว้างขึ้น ได้เห็นหลายๆเทคโนโลยีที่อยู่บ้านไม่มีทางได้เล่นหรือคิดจะเล่น พวกของในห้อง server เช่น storage  แต่ในด้านรายละเอียดหรือความเชี่ยวชาญ รู้สึกตัวเองไม่ได้พัฒนามากนักและยังไม่พอใจ ไม่อยากจะอ้างเรื่องเวลา แต่อยากพัฒนาความสามารถให้มากกว่านี้

เมื่อเดือนที่แล้ว มีช่วงที่คิดมากเรื่องเรียนต่อ ซึ่งยังเป็นเป้าหมายหลักในอนาคต ณ ตอนนี้ และอนาคตของตัวเอง เพราะกำลังเตรียมสมัครทุน คิดวนๆ ปรึกษา คุยกับคนรอบข้างไปทั่ว สุดท้ายก็เหมือนจะเริ่มวนอยู่กับที่ และตกตะกอนอะไรออกมาได้บ้าง ถ้าทุกอย่างราบรื่นโคตรๆ เร็วสุดก็คงจะได้ไปเรียนต่อกลางปีหน้า แต่ก็ยังไม่คิดว่าจะราบรื่นเช่นนั้นเท่าไหร่ ก็ดูต่อไปครับ ถ้าผลัดไปอีกซักปี ก็ไม่รู้สึกเสียดายอะไรนัก เพราะงานที่ทำอยุ่ตอนนี้ก็แฮปปี้ดี และไม่อยากทิ้งไปเหมือนกัน

ชีวิตทำงาน 1 ปีที่ผ่านมาของผม ก็ประมาณนี้แหละครับ