Archive for category think

ความคิดดีๆที่ได้จากประเทศเกาหลี

วันก่อน บนโต๊ะอาหารเที่ยง เพื่อนผมพึ่งกลับมาจากเกาหลี ได้เล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงเกาหลีสวยทุกคน แม้แต่คนทั่วไปก็สวย ซึ่งก็แปลกใจนิดหน่อย แต่ก็เข้าใจได้ครับ เพราะได้ยินมานานแล้วว่าที่เกาหลี ผู้หญิงจะฮิตไปทำศัลยกรรม ตกแต่งให้ตัวเองดูดีครับ และทำกันอย่างเปิดเผยด้วย เด็กนักเรียนนี่เรียกว่า เก็บตังค์กันไปทำเลย

ผมฟังแล้วก็ มีความคิดนึงผุดขึ้นมา “ก็ไม่เลวนะ” ถ้าการศัลยกรรมตกแต่งพวกนี้ ทำกันอย่างเปิดเผย เพราะว่า อย่างการเป็นดารา ก็จะวัดกันที่ฝีมือการแสดง หรือการเต้นมากขึ้นแทน หน้าตาไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่แล้ว เพราะทุกคนหน้าตาดีหมด? ไม่เลวนะ ไม่ต้องการเป็นดาราก็ได้ ในที่ทำงาน หรือในสังคมต่างๆ กำแพงเรื่องหน้าตามีให้เห็นอยู่ทั่วไป คนที่หน้าตาดีก็มักจะเป็นที่ชื่นชอบ หรือคนก็จะชอบเข้ามาคุยด้วยมากกว่า ทำอะไรๆก็ดูดีกว่าๆ เสมอ แต่ผมก็ไม่เถียงนะครับ ในระยะยาวว่าเป็นเรื่องนิสัย แต่ยังไงๆ หน้าตาดีมันมีภาษีดีกว่าแน่ๆ ก็ต้องยอมรับ

เมื่อทุกคนหน้าตาดีหมด เพราะทำกันอย่างเปิดเผย นิสัยหรืออาจจะบุคลิกก็จะเข้ามาเป็นตัวตัดสินคนๆนึงแทน น่าสนใจดี

ในวันเดียวกัน บังเอิญเปิดไปดูช่อง Discovery เป็นตอนชื่อ Hip Korea ฟังรายการช่วงต้นแล้ว ก็เข้าใจได้ว่า จะพูดถึงการพัฒนาของประเทศเกาหลี และ Korea Fever ที่เกิดขึ้น แต่พอดูไปเรื่อยๆ ไปๆมาๆ กลายเป็น เส้นทางการเติบโตของ Rain ซะงั้น แต่เค้าก็มีประเด็นครับ

Read the rest of this entry »

Tags: , , ,

ข้อสงสัยเกี่ยวกับปุ่ม Save

เมื่อวานผมก็นั่งเล่นคอมพ์ตามปกติครับ แล้วอยู่ๆก็สงสัยเรื่องนี้ขึ้นมาเฉยๆ
ลองดูภาพด้านล่างที่แสนคุ้นเคยนี้นะครับ


(รูปจาก Microsoft Word 2007 captured by Ying)

จะเห็นว่าปุ่ม save ที่เราคุ้นเคยกันทั่วไปจะใช้รูป icon ของแผ่นฟลอปปี้ดิสก์ 3.5″ หรือที่เรียกติดปากว่าแผ่นไดร์ฟ A: เป็นตัวแทนสื่อความหมายแทนการบันทึกข้อมูล ครับ

ผมก็เกิดสงสัยว่า พวกเราอาจจะคุ้นเคยกันดีครับกับแผ่นดิสก์นี้ แต่เด็ก ป.2 ปัจจุบันนี้หละ!!!
ปัจจุบันนี้แผ่นดิสก์ที่ว่านี้เริ่มหายากขึ้น คนใช้กันน้อยลงมากๆ คอมพิวเตอร์ปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีไดร์ฟ A: ให้ใช้กันแล้ว รุ่นพวกผมยังเกิดทันที่ได้ใช้ ถูกอ.บังคับให้ซื้อ เห็นภาพแผ่นดิสก์นี้อยู่กับปุ่ม Save ก็เข้าใจความหมายได้ไม่ยาก

แต่เด็ก ป.2 ตอนนี้ล่ะครับ ผมเชื่อว่า เค้าไม่ได้ใช้แล้ว อาจจะเคยได้เห็นบ้าง เหมือนสมัยรุ่นผม
ได้เห็นแผ่นดิสก์ 5″ นิ้ว ในงานวิชาการโรงเรียน ซุ้มคอมพิวเตอร์ อะไรทำนองนั้น

เด็กป.2 สมัยนี้ อาจจะใช้ CD-R ไม่ก็ flash drive กันแล้วมั้งครับ เพราะฉะนั้น รูป icon ปุ่ม save นี้ ควรจะเปลี่ยนรึยัง? เป็นรูป flash drive แทน อะไรทำนองนี้
รูปที่ capture มา เป็นซอฟท์แวร์ระดับโลกเลยนะครับ แต่ยังยึดรูปเดิมอยู่โดยไม่ได้สังเกตอะไร

ผมสงสัย ผมก็ดูอีกหลายๆโปรแกรม ก็พบเจอคล้ายๆกันครับ คือใช้รูปแผ่นฟลอปปี้ดิสก์นี้อย่างไม่ทันคิด

แต่ตอนนี้ผมอยู่บน Linux ค่าย Gnome ซึ่งใช้ Tango Icon set ก็พบว่า Tango เลือกใช้รูปนี้แล้วครับ


(รูปจาก gedit)

ก็แปลกดีครับ สื่อความหมายว่าเซฟลงฮาร์ดดิสก์ (จริงๆทำให้ผมสงสัยต่อไปอีกว่า คนที่ใช้คอมพ์ทั่วไป ไม่เคยเห็นฮาร์ดดิสก์ จะเข้าใจรึเปล่า)

ถึงจุดนี้ ผมอยากจะสรุปว่า icon เอง ก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเหมือนกันครับ
แต่บางครั้งพวกเราหรือรุ่นที่แก่กว่า อาจจะไม่ทันสังเกต เพราะคุ้นเคยก็เป็นได้ครับ

Tags: , ,

มุมมองที่ได้จาก final project วิชา entrepreneur

ออกจะช้ามาก ที่จะพูดถึงแต่ก็อยากจะจดเก็บไว้ครับผม

เทอมที่แล้วผมได้เรียนวิชา High-technology Entrepreneur ครับ เป็นวิชาในภาคนี่แหละ
วิชานี้สอนเรื่องของการเขียน business plan การมองธุรกิจ การจะตั้งบริษัทควรมองอะไรบ้าง
ทำนองนี้แหละครับ เรียนๆไป ก็ได้รู้จักศํพท์ทาง business เพิ่มขึ้นเยอะเลย ได้แนวคิด
มุมมองใหม่ๆหลายอย่างครับ

ตอนท้ายเทอม ก็มีสอบ final project ให้คิดตั้งบริษัทแล้วก็ เขียน business plan เตรียมการ
แล้วมาพรีเซนท์หน้าห้องให้กรรมการฟังครับ กรรมการมี 3 ท่าน คือตัวอ.เดชานุชิต เอง พี่ที่มาจาก asiasoft เค้าเป็น commentator ที่ได้รับเชิญมากมายทั้งในและนอกประเทศเวลามีแข่ง business model น่ะครับ ขอโทษทีที่จำชื่อไม่ได้ครับ แล้วท่านสุดท้ายเป็นพี่ฮอนดะ จาก promptnow ครับผม

เห็นกรรมการก็กลัวแล้ว หะหะ กลุ่มผมมี ผม เจมมี่ สร้อย จัน และอรุชครับ เป็นทีมที่ทำงานด้วยแล้วสนุกดี
กลุ่มผมเลือกตั้งบริษํทชื่อว่า J-Sant ซึ่งโปรดักต์คือ Automolog ครับ ดูเว็บไซท์บริษัทได้ที่นี่

ไม่ขอเล่าแล้วกันนะครับว่าบริษํททำอะไร Automolog คืออะไร ไปดูในเว็บไซท์ได้ครับ

พรีเซนท์ จะได้ว่าผ่านไปได้ตามที่คิดไว้ แต่คอมเมนท์ที่ได้รับจากกรรมการนี่แหละครับ สำคัญ**

  • business model สำคัญมาก ต้องชัดเจน เพราะมันกำหนดอะไรอีกหลายๆอย่างต่อมา
  • business model ของบริษัทเราเป็นยังไงกันแน่ B2B หรือ B2C อันไหนจะเหมาะกว่ากัน อำนาจต่อรองกับลูกค้า
  • สินค้าของเราคืออะไร ข้อมูล หรือ อุปกรณ์?
  • สิ่งที่ต้องคิดคือ value บริษัทเรามี value ตรงไหนกันแน่
    value เราให้กับลูกค้า หรือ ลูกค้าของลูกค้าอีกที  
    มันยังส่งผลไปถึง business model ต่อมาว่า ลูกค้าจริงๆของเราคือใคร
  • Competition คู่แข่งของเราคือใครกันแน่ มันมีทั้ง คู่แข่งในแง่ ชนกันตรงๆ  
    คู่แข่งในแง่ให้ value เดียวกัน ผงซักฟอก กับ น้ำยาทำความสะอาด
    คู่แข่งในแง่คนจ่าย กระเป๋าเงินเดียวกัน สินค้าคนละเรื่องแต่เงินจากกระเป๋าลูกค้าเดียวกัน
  • Interlectual Property ก็ต้องนึกถึง เดี๋ยวนี้ launch ผลิตภัณฑ์ออกไป ไม่ถึง 2 อาทิตย์ จีนก็ทำ copy ออกมาเรียบร้อย เราจะปกป้อง product เราได้ยังไง อะไรเป็นตัวป้องกัน
  • ประเด็นเรื่อง ลิขสิทธิ์ กลไก สิทธิบัตรยังฝากความหวังได้หรือไม่ ควรจะปรับปรุงกลไกบังคับใช้สิทธิบัตรให้แข็งแรงหรือควรจะมุ่งเน้นไปที่ หา business model ที่อยู่ร่วมกับการละเมิดลิขสิทธิ์ได้
  • ทำ Marketing ง่ายๆคือมีแบบ push กับ pull
    push คือ วิ่งเข้าไปหาลูกค้า หาบริษํท แล้วนำเสนอ
    pull คือ สร้างมูลค่าของตัวเอง ให้ดึงบริษํทลูกค้าเข้ามาให้ได้
    อาจจะสร้าง awareness ให้กับคนขับรถจริงๆ ทำให้บริษัทรถยนต์ ต้องมี ไม่มีไม่ได้ (ฺB2C)
  • roadmap ของตัวธุรกิจรถยนต์ มีทำรึยัง ศึกษาๆ ค้นคว้าๆ

ได้อะไรเยอะทีเดียวครับ วิชานี้
ข้อสอบปลายภาคยิ่งสนุก มี 4 ข้อ หยั่งกะตั้ง 4 บริษัทใน 3 ชั่วโมง

Tags: ,

เพ้อเจ้อ.คอม

เพ้อเจ้อ เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่บ่อยๆครับ เรียกว่าเป็นงานอดิเรกก็ได้ 55
ผมชอบนั่งคิด หาปัญหารอบตัว แล้วก็นั่งคิด นั่งตกตะกอนในหัว
ไปเรื่อยๆ เป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว ทำไมเค้าไม่ทำแบบนี้นะ
ถ้ามีระบบแบบนี้ก็คงจะดี อะไรแบบนี้ แล้วถ้ามีโอกาส ผมก็ชอบเล่าให้คนอื่นฟัง
แลกเปลี่ยนทรรศนะอะไรแบบนั้น

มีหลายคน ก็บอกผมเพ้อเจ้อ บางคนฟังผมไม่รู้เรื่อง บางคนคุยกันอย่างออกรส
แต่อย่างหลังออกจะหายากซะหน่อย คนที่ผมเล่าให้ฟังบ่อยๆ คงจะเป็นป๊าผม
และได้รับทรรศนะ อะไรที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยคิดถึงอยู่บ่อยๆ เพราะมุมมองวัยเราๆ
กับผู้ใหญ่นั้นต่างกัน มันทำให้ความคิดผมกว้างขึ้น

จนตอนนี้ ผมมีความคิด อยากจะตั้งเว็บไซต์ เพ้อเจ้อ.com  ซะแล้ว
(รู้แล้วอย่าแอบไปจดก่อนล่ะ 55+) เอาไว้ระบายความคิดเพ้อเจ้อของผม
และอาจจะมีคนอื่นๆอีก ที่ชอบคิดอะไรพวกนี้เหมือนกัน แล้วก็รับคอมเมนท์
คุยกันว่า ความคิดนี้พลาดอะไรตรงไหน จะเวิร์กมั้ย เอาเป็นว่า คิดอะไร
ที่คิดว่าดี คิดว่าเวิร์ก ตกตะกอนในระดับนึง แล้วก็เล่าเลย แล้วมาคุยกัน

ผมเชื่อว่า คนที่เค้ามีไอเดียเจ๋งๆ ทำอะไรเจ๋งๆ ออกมาได้ ความคิดพวกนี้
ก็เคยเป็นเรื่องเพ้อเจ้อมาก่อน แล้วก็น่าจะเป็นของหลายๆคนซะด้วย
แต่มีไม่กี่คนเท่านั้น ที่ลงมือทำมันขึ้นมา ลงมือทำนี่เป็นขั้นต่อไปนะครับ

ยกตัวอย่างเรื่องเพ้อเจ้อ เช่นวันก่อน ผมสอบ itpe เสร็จเดินกลับบ้าน
กับเพื่อน เห็นตำรวจจับรถยนต์คันนึงอยู่ มันก็มีเรื่องนึงที่ต้องยอมรับว่า
เรื่องตำรวจจับรถยนต์นั้น มีการคอรัปชัน เกิดขึ้นอยู่ตลอด ผมก็คิดต่อไป
ผมคิดว่า สาเหตุที่การคอรัปชันเกิดขึ้น เพราะคนขับรถไม่อยากเสียเวลาไปโรงพัก
(มันต้องรอ 8 ชม.เท่าที่ผมรู้) ไม่อยากเสียประวัติ ก็จ่ายกันไป

ผมก็ปิ๊งว่าถ้าผมทำคูปองล่ะ ประมาณว่าทุกๆปี ที่ไปต่อทะเบียนรถ
ทางจราจรจะขาย คูปอง เอาซัก 10 แผ่น แผ่นละสองร้อยบาท อะไรแบบนี้
ซื้อไปเลย แล้ว โดนจับเมื่อไหร่ ก็ใช้คูปองนี้ยื่นให้เลย ไม่ต้องไปโรงพักอีก
คนขับรถ ก็ไม่เสียเวลาไปโรงพัก ตำรวจเอง ก็เอาคูปองไปขึ้นเงินแบ่ง % ไป
(เท่าที่ผมรู้ตำรวจได้ส่วนนึงอยู่แล้ว จากที่คนขับไปโรงพัก) แบบนี้มันจะ
ทำนอง prepaid อะ จราจรเองก็เก็บประวัติจาก id บนคูปอง อะไรแบบนี้
เงินก็ไม่หนีไปไหนด้วย ประวัติก็ได้ คนขับเองก็ไม่อยาก เสียตังค์หรอก
ก็ยังกลัวทำผิดเหมือนเดิม(เว้นแต่คนรวย ซึ่งปกติก็จ่ายอยู่แล้ว)
คอรัปชันจะลดลงบ้างรึเปล่า?

วันเดียวกัน ผมจะแวะดูหนังซะหน่อย ไปถึง หนังก็ฉายไปแล้ว 15 นาที
อดดู ผมก็เพ้อเจ้อขึ้นมาอีกเรื่องนึง ถ้ามีระบบ โหวตรอบหนังล่ะ ปัจจุบัน
รอบหนังทางโรงจะ ระบุไปเลยใช่มั้ยครับ แล้วถ้าให้คนจะดู โหวตกันเองล่ะ
ว่าอยากดูเวลาไหนและเรื่องอะไร  แล้วระบบ หาเวลาที่เหมาะที่สุด จัดออกมา
คนที่ไม่ได้โหวต พึ่งมา ก็ดูจากที่เค้าโหวตๆกันแหละ แล้วซื้อตั๋วไป
มันจะวัดเรตติ้งของหนังในตัวด้วย ผู้ชมส่วนใหญ่ก็ได้รอบที่ตัวเองพอใจ(รึเปล่า 555)
เจ้าของโรงเอง ก็จะไม่ต้องเสียโรงว่างๆ ให้กับหนังที่ไม่มีคนดู
ก็จะมีคนบอกว่า ปกติเค้าคุยกันไว้แล้วกับเจ้าของหนังว่าจะให้ฉายกี่รอบ กี่วัน
ตกลงรายได้กันไปแล้ว ก็เอางี้ แบ่งครึ่ง เป็นแบบฟิก กับแบบโหวต 55
ก็ว่ากันไป

ในวันเดียวกัน ผมเพ้อเจ้อถึงสองเรื่อง :)
ปกติผมจะตกตะกอนไปเรื่อยๆ ถ้าคิดว่าโอเคก็โพสในบล๊อก(ถ้าไม่ลืมมันไปซะก่อน)
เรื่องเพ้อเจ้อพวกนี้ บางเรื่องเจ๋งจริง บางเรื่องก็คงเป็นไปไม่ได้ในโลกจริง
แต่ถ้ามานั่งคุย

Tags:

Virtual Brain

หลังจากยุ่งมากๆกับการเคลียร์งาน เคลียร์จนวันสุดท้ายของการเรียน
ตอนนี้ก็ช่วงสอบครับ เดี๋ยวสอบเสร็จคงมีอะไรมาเล่าให้ฟัง :P
แต่ตอนนี้สั้นๆไปก่อนนะครับ

Virtual Brain คำนี้ ไม่รู้ใช้ถูกรึเปล่า ผมตั้งเองน่ะครับ ผุดความคิดนี้
มาเมื่อกี้ ระหว่างอ่านสไลด์วิชา Fundamental of Distributed System
น่ะครับ

ความคิดที่ว่าคือ เรื่อง จำลองสมอง ครับ เมื่อคนเราศึกษาจนเข้าใจ
การทำงานของสมองถึงระดับนึงแล้ว คงจะมีคนเอาสมองมาจำลองแน่ๆเลยครับ
(อาจจะสร้างเลียนแบบไม่ไหว)

ทำนองว่า โหลดลักษณะเซลล์ต่างๆ ข้อมูลต่างๆในสมองไปเก็บไว้บนคอมครับ
แล้วก็จำลองให้มันทำงานบนคอม เราก็จะได้สมองเราอีกก้อนนึงขึ้นมา
ในความเป็นจริง input คงมากมายแน่ๆเลย งั้นก็เลือกใส่ input แค่ภาพ กับเสียงแล้วกัน
อะไรแบบนี้

คิดต่อไปอีก สร้าง Virtual Brain พวกนี้ออกมาเยอะๆ เป็นสมองของผมทั้งหมด
แล้วก็เอามาทำ farm ต่อๆกันเป็น cluster ของสมองผม

สงสัยว่า มันจะคิดเร็วขึ้นรึเปล่านะ

แล้่วถ้าไปถึงระดับที่ว่า เอาผลของ cluster สมองนั้นมาต่อกับคนได้
คนเราคงคิดได้เร็วและเยอะขึ้นมั้งครับ

ทำ load balancer ให้สมองอีก เอ้า

คิดไปเรื่อยน่ะครับ เวลาอ่านหนังสือสอบ :P

Tags: , ,

ความเข้าใจประชาธิปไตยและน้ำใจนักกีฬา

ด้วยความรู้ทางรัฐศาสตร์อันน้อยนิด ผมสงสัยเรื่องประชาิธิปไตย กับน้ำใจนักกีฬามานาน

ด้วยความรู้พื้นฐานที่ผมมี ประชาธิปไตยคือการให้อำนาจกับคนส่วนใหญ่
แต่ก็สนใจคนส่วนน้อยด้วยกลไกของมัน
 
ยกตัวอย่างเช่น การจะเลือกรัฐบาล และให้มีประชาชนแค่ 5 คน
ถ้าทั้ง 5 คน เลือกรัฐบาล ชุดนี้ มันก็คงแฮปปี้ ไม่มีอะไร
แต่ถ้า 4 คน เลือกรัฐบาล ชุดนี้ อีก 1 คนก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่ไอ 1 คนนี้มีสิทธิกล่าวหารัฐบาล
ชุดนี้ว่า เผด็จการได้หรือไม่ ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่มอบอำนาจให้รัฐบาลใช้ แล้วไปกระทำการใดๆ
โดยไม่สนใจ 1 คนที่ไม่เลือกเค้า

แล้วถ้า 3 คน เลือกรัฐบาล ชุดนี้ แต่อีก 2 คนไม่ โดยกลไกของประชาธิปไตย ตรงนี้แหละ
รัฐบาลจะสนใจทั้ง 5 คนที่  เพราะ เค้าต้องทำให้่ 2 คนพอใจเพื่อจะได้ไม่
ไปชักจูงให้ อีก 3 คน ย้ายมารวมกับตน จนรัฐบาลไม่ได้ถือเสียงข้างมาก และก็ต้องสนใจ
3 คน เพื่อไม่ให้ย้ายฝั่งด้วย

สำหรับ 2 คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนั้น ไม่มีสิทธิที่จะไปไล่รัฐบาล แต่ 2 คนนั้นมีสิทธิ
ที่จะไปชักจูง ไอ 3 คนนั้นให้มาอยู่ฝั่งตนให้ได้ นั่นถึงจะถูก

ผมเข้าใจประชาิธิปไตยในลักษณะนี้

และผมเข้าใจว่า ระบอบประชาธิปไตยตั้งอยู่บนพื้นฐาน ที่ว่าทุกคนมีน้ำใจนักกีฬาและยอมรับ
ในระบอบประชาิธิปไตย ทั้งหมด

ถ้าให้มีการเลือกตั้ง แล้วฝ่ายที่แพ้นั้นไม่ยอมแพ้ (นั่นคือไม่มีน้ำใจนักกีฬา) ก่อม็อบ
ประท้วงไปเรื่อย ยังไงก็ไม่ยอม ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลก็ตาม
อาศัยว่าตนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ในระบอบประชาิธิปไตย
ซึ่งนั่นก็ไม่ผิด แต่การก่อม็อบนั้น ทำให้ประเทศเสียหาย เศรษฐกิจพัง เพราะต่าง
ประเทศไม่มั่นใจในเสถียรภาพ

การแก้ปัญหาในระบอบประชาิธิปไตยต้องทำยังไง หรือมันไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว
เพราะคนไม่มีน้ำใจนักกีฬา

ถึงตรงนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลรึเปล่า ที่ต้องจัดการปัญหาตรงนี้ และถ้าการจะ
ทำให้ม็อบพอใจได้ คือการที่รัฐบาลต้องลาออกไป แบบนี้ ยังเป็นระบอบประชาิธิปไตย
งั้นเหรอ ทั้งที่ รัฐบาลมาจากเสียงส่วนมากแท้ๆ

หรือไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล ต้องปล่อยให้คนส่วนมาก มาจัดการคนส่วนน้อยที่ก่อม็อบ
ตรงนี้กันเอง….

ผมเชื่อว่าน้ำใจนักกีฬาเป็นเรื่องสำคัญมากในระบอบประชาิธิปไตย

การที่เราเห็นว่า การขยันเรียนหนังสือ เป็นสิ่งที่ดีควรทำ เพราะคนส่วนใหญ่เห็นว่ามันดี
ถ้าเกิดวันนึงคนส่วนใหญ่เห็นว่า การฆ่าคนนั้นไม่ผิด แม้ว่า
คุณจะเห็นว่ามันไม่ถูกชัดๆ (นั่นคือคุณใช้ตัวเองตัดสิน)
คุณก็คนต้องยอมรับมันไป ถ้าคุณเลือกที่จะใช้ระบอบนี้เอง
แล้วก็ไปชักจูงให้คนอื่นเห็นตามคุณให้ได้ แค่นั้น

และผมยังเชื่อว่า ประชาิธิปไตยให้สิทธิตามความเป็นคน ไม่ใช่ตามการศึกษา
แม้ว่าในความเห็นของผม ตามการศึกษา อาจจะให้ผลดีกว่าก็ตาม

Tags: