Posts Tagged business

มุมมองที่ได้จาก final project วิชา entrepreneur

ออกจะช้ามาก ที่จะพูดถึงแต่ก็อยากจะจดเก็บไว้ครับผม

เทอมที่แล้วผมได้เรียนวิชา High-technology Entrepreneur ครับ เป็นวิชาในภาคนี่แหละ
วิชานี้สอนเรื่องของการเขียน business plan การมองธุรกิจ การจะตั้งบริษัทควรมองอะไรบ้าง
ทำนองนี้แหละครับ เรียนๆไป ก็ได้รู้จักศํพท์ทาง business เพิ่มขึ้นเยอะเลย ได้แนวคิด
มุมมองใหม่ๆหลายอย่างครับ

ตอนท้ายเทอม ก็มีสอบ final project ให้คิดตั้งบริษัทแล้วก็ เขียน business plan เตรียมการ
แล้วมาพรีเซนท์หน้าห้องให้กรรมการฟังครับ กรรมการมี 3 ท่าน คือตัวอ.เดชานุชิต เอง พี่ที่มาจาก asiasoft เค้าเป็น commentator ที่ได้รับเชิญมากมายทั้งในและนอกประเทศเวลามีแข่ง business model น่ะครับ ขอโทษทีที่จำชื่อไม่ได้ครับ แล้วท่านสุดท้ายเป็นพี่ฮอนดะ จาก promptnow ครับผม

เห็นกรรมการก็กลัวแล้ว หะหะ กลุ่มผมมี ผม เจมมี่ สร้อย จัน และอรุชครับ เป็นทีมที่ทำงานด้วยแล้วสนุกดี
กลุ่มผมเลือกตั้งบริษํทชื่อว่า J-Sant ซึ่งโปรดักต์คือ Automolog ครับ ดูเว็บไซท์บริษัทได้ที่นี่

ไม่ขอเล่าแล้วกันนะครับว่าบริษํททำอะไร Automolog คืออะไร ไปดูในเว็บไซท์ได้ครับ

พรีเซนท์ จะได้ว่าผ่านไปได้ตามที่คิดไว้ แต่คอมเมนท์ที่ได้รับจากกรรมการนี่แหละครับ สำคัญ**

  • business model สำคัญมาก ต้องชัดเจน เพราะมันกำหนดอะไรอีกหลายๆอย่างต่อมา
  • business model ของบริษัทเราเป็นยังไงกันแน่ B2B หรือ B2C อันไหนจะเหมาะกว่ากัน อำนาจต่อรองกับลูกค้า
  • สินค้าของเราคืออะไร ข้อมูล หรือ อุปกรณ์?
  • สิ่งที่ต้องคิดคือ value บริษัทเรามี value ตรงไหนกันแน่
    value เราให้กับลูกค้า หรือ ลูกค้าของลูกค้าอีกที  
    มันยังส่งผลไปถึง business model ต่อมาว่า ลูกค้าจริงๆของเราคือใคร
  • Competition คู่แข่งของเราคือใครกันแน่ มันมีทั้ง คู่แข่งในแง่ ชนกันตรงๆ  
    คู่แข่งในแง่ให้ value เดียวกัน ผงซักฟอก กับ น้ำยาทำความสะอาด
    คู่แข่งในแง่คนจ่าย กระเป๋าเงินเดียวกัน สินค้าคนละเรื่องแต่เงินจากกระเป๋าลูกค้าเดียวกัน
  • Interlectual Property ก็ต้องนึกถึง เดี๋ยวนี้ launch ผลิตภัณฑ์ออกไป ไม่ถึง 2 อาทิตย์ จีนก็ทำ copy ออกมาเรียบร้อย เราจะปกป้อง product เราได้ยังไง อะไรเป็นตัวป้องกัน
  • ประเด็นเรื่อง ลิขสิทธิ์ กลไก สิทธิบัตรยังฝากความหวังได้หรือไม่ ควรจะปรับปรุงกลไกบังคับใช้สิทธิบัตรให้แข็งแรงหรือควรจะมุ่งเน้นไปที่ หา business model ที่อยู่ร่วมกับการละเมิดลิขสิทธิ์ได้
  • ทำ Marketing ง่ายๆคือมีแบบ push กับ pull
    push คือ วิ่งเข้าไปหาลูกค้า หาบริษํท แล้วนำเสนอ
    pull คือ สร้างมูลค่าของตัวเอง ให้ดึงบริษํทลูกค้าเข้ามาให้ได้
    อาจจะสร้าง awareness ให้กับคนขับรถจริงๆ ทำให้บริษัทรถยนต์ ต้องมี ไม่มีไม่ได้ (ฺB2C)
  • roadmap ของตัวธุรกิจรถยนต์ มีทำรึยัง ศึกษาๆ ค้นคว้าๆ

ได้อะไรเยอะทีเดียวครับ วิชานี้
ข้อสอบปลายภาคยิ่งสนุก มี 4 ข้อ หยั่งกะตั้ง 4 บริษัทใน 3 ชั่วโมง

Tags: ,

พี่จาก PromptNow

หลายอาทิตย์ก่อนครับ ในคาบวิชา High-Technology Entrepreneurship
อ.เชิญ วิทยากรมาท่านนึง เป็นพี่ภาคคอมนี่แหละครับ ยังหนุ่มอยู่เลย จบไปหลายปีแล้ว

ชื่อพี่ฮอนดะครับ เป็นคนก่อตั้งบริษัท PromptNow ครับ เป็นบริษัททำเกมส์มือถือดังพอสมควรเลย
แล้วก็เกมส์ประเภทอื่นๆด้วยครับ เท่าที่ฟังพี่เค้า ธุรกิจหลักคือซอฟท์แวร์บนมือถือครับ โดยเฉพาะเกมส์

พี่เค้าก็เล่าอะไรให้ฟังเยอะพอสมควร ได้อะไรเยอะทีเดียวล่ะ
พอดี เอาโน๊ตบุกไปวันนั้นด้วย เลยจดเก้บไว้ เอามาแปะเก็บไว้ืที่นี่ด้วย

- เริ่มทำธุรกิจเร็ว

- หาทุน ทำงานพิเศษ
พี่เค้าเริ่มทำธุรกิจเร็วมาก ปีหนึ่งก็เริ่มจะตั้งบริษัทแล้ว ทำงานพิเศษหาเงินทุนเอง แล้วก็ตั้งแต่ไม่ใช่ PromptNow นี้นะ อันนี้บริษํทที่ 4 ของพี่เค้า

- เกาะเทรนด์ First Mover

- เสนอ business plan เข้าไปที่บริษัท
พี่เค้าพูดเรื่องการเขียน business plan เข้าไปยืนพวกบริษํทดังๆน่ะครับ ต้องเตรียมพร้อมเยอะมาก
ทำการบ้านเยอะมาก และโอกาสสำเร็จมีไม่มาก

- “เริ่มตั้งบริษัทก็เท่ากับเจ๊งไป 80% แล้ว”

- คิดเยอะๆไกลๆ เป็นขั้นๆ ไม่รีบ

- บริษัท IT ต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

- คิด Project ศึกษา วิเคราะห์ แล้วทำ

-  โกง , ทุนหมด , แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว
3 อย่างนี่คือต้นเหตุแห่งการเจ๊งครับ เท่าที่พี่เค้ิาเจอมา

- รู้จักตัวเอง เหมาะกับ ผู้ประกอบการรึเปล่า?  *****
สำคัญมากครับ

- องค์ประกอบเสริมของการตั้งบริษํท -> บัญชี , กฏหมาย , …

ตอนนี้บริษัทพี่เค้าก็ดูจะไปได้ดีครับ แต่ก็ยังต้องแข่งขันตลอดเวลาทีเีดียว

ฟังพี่เค้าพูดแล้ว ก็ต้องทบทวนครับ ว่าเรารู้จักตัวเองดีพอรึยัง แล้วเราเหมาะกับอะไร?

Tags: ,

ขยะและขวดแก้ว

พึ่งดูรายการ จุดเปลี่ยน จบเมื่อกี้ บังเอิญเปิดไปเจอ และเจอเรื่องที่น่าสนใจเข้าให้

เค้าพูดถึงเรื่อง ขวดน้ำ ครับทุกวันนี้ เรากินน้ำจากขวดอยู่ทุกวัน ขวดที่กิน ปัจจุบัน
มักจะเป็นขวดพลาสติก ซึ่งตอนนี้ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามปกติ จะด้วยความที่สะดวก
หรืออะไรก็ตาม

ขวดพลาสติก นี้ก็ก่อให้เกิดมลพิษเรื่องขยะ อย่างที่เรารู้ๆกัน ย่อยสลายยาก
เม็ดพลาสติกเอง ก็รีไซเคิลยาก หลายๆอย่าง เพราะฉะนั้นเลยเสนอทางแก้คือ
กลับไปใช้ ขวดแก้ว กันดีมั้ย

ขวดแก้ว ที่วันนี้ หายากขึ้น เพราะโดนขวดพลาสติกแย่งตลาดไป
เค้าไปสัมภาษณ์ บริษัท บางกอกกลาส จำกัด เรื่องการผลิตขวดแก้ว

เค้าบอกว่า ขวดแก้ว ปกติสามารถ รีไซเคิลได้ 100% แค่ต้องแยกชนิดซักหน่อย
เป็น แก้วใส แก้วแดง แก้วสีชา แล้วก็เข้าตู้หลอมออกมา เป็นแก้วใบใหม่ใสปิ๊ง

เค้ายังบอกอีกว่า การรีไซเคิลแก้วนี้ ใช้วัตถุดิบ(พวกหิน แร่เสริมๆต่างๆ)
และพลังงาน น้อยกว่า ผลิดขวดแก้วใหม่ๆ จากทรายแก้ว ขึ้นมาเสียอีก

ทางรายการยังอุตส่าห์ เทียบให้ดูว่า แก้วขวดนึง ใช้พลังงานในการรีไซเคิล
ประมาณ เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ 20 นาที (เยอะเหมือนกันนะ แล้วทำแก้วใหม่ ยิ่งเยอะไปอีก)

ฟังแบบนี้แล้ว ถ้าเราใช้แก้วกันหมด และเก็บกลับมารีไซเคิลได้หมด อยู่ในระบบ
เราคงไม่ต้อง ผลิตแก้วเพิ่มขึ้นมาใช้เลย หรือก็ผลิตเพิ่มแค่นิดเดียว

แต่มันไม่เป็นแบบนั้นสิครับ เค้าบอก ทุกวันนี้ ผลิตแก้วออกไปต่อวัน 2200 ตัน
แต่เก็บแก้ว กลับมาได้ ประมาณ 700 ตันต่อวัน แล้วที่เหลือหายไปไหน??
บริษัทบอกว่า มักจะอยู่ตามต่างจังหวัด พวกแหล่งท่องเที่ยว

รายการก็ไปตามล่าต่อ ก็ไปเจอแหล่งกองขยะ กองขวดแก้ว ก็ถามๆๆๆไป
สรุปได้ว่า แก้วไม่ค่อยมีคนเก็บครับ ไม่ค่อยมีคนเอาไปขาย เพราะมันราคาถูก!!
ราคา กิโล ละ บาท เค้าบอก

นอกจากราคาถูกแล้ว ยังเก็บและขนส่งลำบาก เพราะ มันเป็นแก้ว
ถ้าเป็นขวดพลาสติก จับอัดเป็นแผ่นกลมๆ ใช้เนื้อที่ขน น้อยกว่า

ถึงตรงนี้ เกิดความสงสัย ทำไม ขวดแก้วถึงราคาถูก ถ้าบริษัทขายแก้ว
ได้ประโยชน์ จากการรีไซเคิล เพราะประหยัดวัตถุดิบ ประหยัดพลังงาน
ซื้อแก้วขยะพวกนี้ น่าจะลดต้นทุนของเค้าได้รึเปล่า?

หรือมันยังขาดการจัดการ เอ๊ะยังไง
รายการยังอุตส่าห์ไป ถ่ายธนาคารขยะ ตามต่างจังหวัด ซึ่งผมเห็นแล้วรู้สึก
มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ดูบัญชีของเด็กที่เก้บขยะมาฝาก มีเงินเป็นพันเป็นหมื่น
จากการเก้บขยะ 4-5 ปี (ไม่รู้ว่าแค่ตัวเลขในบัญชีรึเปล่า เงินจริง ผู้ใหญ่ไป
หมุนหมดแล้ว มองโลกในแง่ร้ายซะหน่อย) แต่ก้ยังรู้สึกดีครับ

เล่ามาถึงตรงนี้ แค่จะบอกว่า หันมาใช้ขวดแก้ว กันเถอะครับ เลือกได้
ก็เลือกซื้อขวดแก้ว และก็ จริงๆ เคยคิดมานานแล้วว่า ขยะ น่าจะทำเป็นธุรกิจได้
ถ้าทำครบวงจร เพียงแต่มีคนกล้าลุกขึุ้นมาเปิดก่อนรึเปล่าในประเทศไทย

เคยอ่านหนังสือเจอว่า ที่สิงค์โปร์หรือฮ่องกงนี่แหละ มีเศรษฐี ที่รวยเพราะการจัดการขยะ
มาแล้ว แถมยังผูกขาดกับรัฐบาลได้ด้วย ทางฝั่งอเมริกา ก็รู้สึกเค้าผลักให้เป็นภาระของผู้ผลิตไป
ใครผลิตอะไร ก็รับผิดชอบ เก็บกลับมากำจัดเอง ไม่งั้นเสียค่าปรับ หรือไม่ก็ส่งมาทิ้งในประเทศ
แถบอาเซียนอย่างเราๆ ทำเป็นบริจาคอะไรแบบนี้ (จริงๆ ถ้ามีบริษัทที่รับรีไซเคิลขยะครบวงจร
หน่อย แล้วพวกเดลล์ พวกโนเกีย มาจ้าง ก็คงรวยเหมือนกันนะ)

สำหรับประเทศไทย ทุกวันนี้ มีคอมพ์เก่าๆหน่อย ไม่รู้จะจัดการยังไง คิดว่าหลายๆคนก็
เจอเหมือนกัน ท

Tags: , ,

Texas Shoot-out

ตอนนี้อยู่ในห้องเรียนวิชา SA ครับ น่าเบื่อเป็นปกติ เลยมาบล๊อกซะเลย

วันก่อนผมพึ่งอ่านหนังสือชื่อ “วิถีของธุรกิจขนาดเล็ก” ของคุณ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต
ผมยืมมาไอแกีน เพราะผมกำลังสนใจเรื่องการตั้งธุรกิจนิดหน่อยครับ

อ่านแล้วก็เพลินดีมากเลยครับ อ่านได้เรื่อยๆ(หนังสือเค้าติด bestseller ตามร้านหนังสือด้วย)
แต่ละบทก็สั้นๆ อ่านจบเป็นตอนๆ สะดวกดี แต่ละตอนก็ยกประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาเล่า
ได้อะไรมากทีเดียว

มีบทนึงเกี่ยวกับเรื่อง การมีหุ้นส่วนเวลาทำธุรกิจ ครับ ท้ายบทมีเรื่องนึงที่ ผมรู้สึกมันเจ๋งมากทีเดียว
คือ Texas Shoot-out มันเป็นเรื่องว่าด้วย ถ้าในบริษัท มีหุ่นส่วนกัน 2 คนครับ ถือหุ้นกันคนละครึ่ง
แล้วเกิดทำงานร่วมกันไม่ได้ หรืออะไรก็ตาม ทำให้คนนึง อยากเลิกกิจการ หรือ ต้องมีคนใดคนนึง
ออกไป ใครจะออก? แล้วออกอย่างไร?

ที่คิดง่ายๆ คือ ก็ต้องมีคนนึง ยอมที่จะออก และขายหุ้นส่วนของตน ให้กับอีกคน แต่จะขายเท่าไหร่
ล่ะ? แล้วถ้าตกลงราคากันไม่ได้ ก็แยกตัวออกมาไม่ได้ ติดคาอยู่เช่นนั้น

เค้าบอกว่า เรื่องแบบนี้ ควรตกลงกันตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจเลยครับ ซึ่งข้อตกลงที่มักใช้กันคือ
Texas Shoot-out ครับ

วิธีการคือ สมมติให้มีนาย A กับ B ครับ ให้นาย A เป็นคนเริ่ม โดยการตั้งราคาหุ้นของตน
ซะ แล้วเสนอให้กับนาย B ครับ นาย B ต้องตัดสินใจว่า จะซื้อหุ้นนาย A ตามราคาที่เสนอมา
หรือเลือกจะขายหุ้นของตนให้กับนาย A ด้วยราคาที่เสนอมาเช่นกัน

สถาณการณ์นี้ บิบบังคับให้ นาย A ต้องตั้งราคาที่เหมาะสมครับ เพราะหากตั้งราคาต่ำเกินไป
นาย B ก็จะเลือกทีจะซื้อหุ้น ทำให้นาย A ได้ราคาไม่ดี แต่ถ้าอยากได้ราคาดี แล้วตั้งราคาสูง
นาย B ก็จะเลือกที่จะขายหุ้น ทำให้นาย A ต้องซื้อหุ้นของนาย B ในราคาที่สูง ที่ตนตั้งขึ้นมาเอง

เพราะฉะนั้น มันบังคับให้นาย A ต้องตั้งราคาที่เป็นธรรมครับ แล้วนาย B ก็จะได้ราคาที่เป็นธรรม
เช่นกัน

ผมว่ามันเป็น Logic ที่เจ๋งดีครับ ที่มันคานกันได้
ผมว่ามันยังเอาไปประยุกต์กับเรื่องอื่นๆได้อีกหลายเรื่อง
ในสถานการณ์ที่ต้องแบ่งของกัน เมื่อคนนึงต้องการแยกออกไปครับ

Tags: