preload

ชีวิตของ “บุกคนสำคัญ”

ผมไม่ได้สะกดผิดครับ แต่ชื่อหนังสือมันชื่อว่า “บุกคนสำคัญ” จริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของคุณ นิ้วกลม ครับ (ดูเหมือนผมกลายเป็นแฟนหนังสือของนิ้วกลมซะแล้วสิ)

หลังจากอ่าน อาจารย์ในร้านคุกกี้ จบไป แล้วบังเอิญเดินเข้า B2S แล้วไปเห็นหนังสือเล่มใหญ่ๆเล่มนี้เข้า เลยซื้อมาลองอ่านดู

http://picasaweb.google.com/lh/photo/LxSWVutsDvnKrYi-i7qrKQ

หนังสือเล่มนี้ คุณนิ้วกลม เขียนในลักษณะเป็นจดหมายไปถึงคนสำคัญของโลกและประเทศไทย อาทิเช่น จอห์น เลนนอน, ไมเคิล แจ๊กสัน, ดาบตำรวจวิชัย, รงค์ วงษ์สวรรค์ หรือแม้แต่เจ้าชายน้อย พร้อมกับเล่าเกร็ดชีวิต วิธีคิดหรือข้อคิดจากชีวิตของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจครับ

จริงๆแล้ว ก็แอบเอามาเขียน blog ไปเรื่องนึงก่อนแล้ว ตอนอ่าน ชีวิตของ ลีโอนาโด ดาร์วินซี

ช่วงนี้ ผมขยันหาหนังสือเสริมสร้างแรงบันดาลใจมาอ่านมากเป็นพิเศษ เพราะรู้สึกตัวเองขาดแรงบันดาลใจอย่างรุนแรงและลดน้อยลงไปมาก แต่อ่านหนังสือสร้างแรงบันดาลใจพวกนี้ มันก็ดีขึ้นหน่อย แต่ก็ยังไม่รู้สึกดีเหมือนเดิมเท่าไหร่

ตามล่า Search หาฝัน

http://picasaweb.google.com/lh/photo/6L8aPjRFeJo2m9UJB-xWJQ

รู้สึกชักจะกลายเป็น blog หนังสือไปเรื่อยๆ หนังสือเล่มนี้ผมเห็นผ่านๆตาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยคิดจะซื้อหรือหยิบขึ้นมาลองอ่าน เพราะมองผ่านๆ นึกว่าเป็นหนังสือสอนใช้ Google หรืออะไรทำนองนั้น

แต่วันก่อนผมไปทริปและมีรุ่นพี่คนนึง ถือหนังสือเล่มนี้อยู่ เลยขอยืมมาเปิดๆดูหน่อย และพบว่าผมเข้าใจผิด!!!

ในหนังสือ ผู้เขียน(คุณกระทิง) เล่าถึงประสบกาณ์ของตนเอง ที่ไปเรียนที่ Stanford และได้ไปการทำงานที่ Google

ผมลองอ่านบทแรกดู แล้วถึงกับวางไม่ลง และอ่านต่อไปจนจบบทสองที่เป็นเรื่อง ภายใน Google ถึงได้คืนหนังสือพี่เข้าไป

หลังจากกลับมาถึงกรุงเทพฯ มีวันนึงเลยไปหาซื้อหนังสือเล่มนี้ มาอ่านให้จบ

บทแรกๆ เล่าถึงชีวิตตอนเรียนและการปรับตัว และบทถัดมาเล่าถึงบรรยากาศในการทำงานที่ กูเกิ้ล ซึ่งยิ่งอ่านยิ่งตื่นเต้น แม้ว่าหลายๆเรื่องจะเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ครับ และบทถัดๆมา คุณกระทิงก็เล่าถึงงานที่เค้าได้ทำ ในระหว่งที่ทำงานที่กูเกิ้ล ทั้ง Google Earth, Mars in Google Earth และ Moon in Google Earth เป็นต้น

แต่ด้วยความที่ ผมสนใจทาง Computer และเรื่องเทคนิค ซะมากกว่า ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ ความตื่นเต้นผมเลย จากที่ตื่นเต้นมากในบทแรกๆ กลับน้อยลงเรื่อยๆ ตอนถึงบทสุดท้าย เพราะบทหลังๆ เรื่องราวจะออกไปทาง Marketing ซึ่งเป็นงานของคุณกระทิง และออกไปในแนวทาง Project Management ที่ คุณกระทิงได้ไปจัดงานใหญ่ๆซะมากกว่า

แต่ถึงยังไง หนังสือเล่มนี้ก็ยังโอเคอยู่ดี สำหรับอ่านเล่น และคนที่มีความฝันครับ :D

เป็นชิ้นเป็นอัน ปั้นมากับมือ

ขณะที่นอนอ่านหนังสือเล่มนึงอยู่ชื่อ “บุกคนสำคัญ” ผมอ่านถึงตอนของ ลีโอนาโด ดาวินซี  ซึ่งทุกคนก็คงรู้จักดี

ในตอนนี้เค้าเล่าถึงผลงานของ ดาวินซี ที่มีมากมายหลายแขนง มีทั้งเป็นแค่ไอเดียที่จดไว้ ทั้งที่ทำสำเร็จขึ้นมาและทำค้างไว้ยังไม่เสร็จ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่จะเป็นแบบหลังสุด

แต่ข้อคิดของเรื่องนี้คือ สิ่งที่ทำไม่เสร็จเหล่านั้น หรือล้มเหลวมากมายเหล่านั้น มันไม่ได้ไร้ประโยชน์หรือไม่มีค่า มันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ทำสิ่งต่อๆมาสำเร็จขึ้นได้

ผลงานหลายอย่างของ ลีโอนาโด ดาวินซี ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาหลายปี แม้กระทั้งการปั้นรูปม้า ก็ต้องศึกษากายวิภาคของม้า จนสุดท้ายงานนั้นก็ไม่เสร็จเพราะมีเรื่องอื่นๆเข้ามา จนหลายคน วิจารณ์ว่า เพราะเค้าพยายามทำให้มันสมบูรณ์แบบเกินไป สุดท้ายก็เลยไม่เสร็จ

ผมนอนอ่านเรื่องนี้ แล้วก็นั่งคิดถึงชีวิตตัวเอง ย้อนกลับไปว่า ตั้งแต่เกิดมาผมทำผลงานอะไรสำเร็จบ้างนะ มันก็พอมีนะ หลายอันก็ภูมิใจ แต่หลายอันก็ล้มเหลว หรือทำแล้วทิ้งไปก็หลายอัน แต่สิ่งที่รู้สึกสะดุดอย่างนึงคือ สิ่งที่ผมเรียกว่าทำเสร็จที่ผ่านมา มันเสร็จด้วย deadline คือเพราะมีกำหนด deadline สุดท้ายก็ต้องรีบๆทำให้เสร็จ ไปซะทุกครั้ง ทุกชิ้่น และพอทำมันเสร็จก็เหมือนจะเลิก ไม่ทำต่อ และทิ้งมันไป

พอคิดๆดูแล้ว เลยชักรู้สึกว่า แบบนี้อาจจะเรียกว่าไม่สำเร็จก็ได้ แม้ผลลัพธ์มันจะสำเร็จ(ได้รางวัล บลาๆ) แต่ไม่มีเลยซักอย่างที่ ทำขึ้นมาแบบ บรรจงปั้นขึ้นมา โดยไม่สนใจเวลา ทำให้มันสมบูรณ์แบบที่สุด หรือพัฒนาต่อๆไปเรื่อยๆ จนตัวเองพอใจถึงที่สุด ที่แล้วมา มันพอใจเมื่อเทียบกับเวลาที่มีเท่านั้น ณ ตอนที่หมดเวลา ถ้าถามว่าอยากทำให้ดีกว่านี้อีกมั้ย ก็อยาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ

นี่มันน่าจะเรียกว่ายังไม่เสร็จรึเปล่า

เขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่อะไร เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และสำเร็จขนาดตัวเองภูมิใจมากๆ มาซักพักแล้วตั้งแต่แข่งโรบอทและซีเนียร์โปรเจค

ความคิดดีๆที่ได้จากประเทศเกาหลี

วันก่อน บนโต๊ะอาหารเที่ยง เพื่อนผมพึ่งกลับมาจากเกาหลี ได้เล่าให้ฟังว่า ผู้หญิงเกาหลีสวยทุกคน แม้แต่คนทั่วไปก็สวย ซึ่งก็แปลกใจนิดหน่อย แต่ก็เข้าใจได้ครับ เพราะได้ยินมานานแล้วว่าที่เกาหลี ผู้หญิงจะฮิตไปทำศัลยกรรม ตกแต่งให้ตัวเองดูดีครับ และทำกันอย่างเปิดเผยด้วย เด็กนักเรียนนี่เรียกว่า เก็บตังค์กันไปทำเลย

ผมฟังแล้วก็ มีความคิดนึงผุดขึ้นมา “ก็ไม่เลวนะ” ถ้าการศัลยกรรมตกแต่งพวกนี้ ทำกันอย่างเปิดเผย เพราะว่า อย่างการเป็นดารา ก็จะวัดกันที่ฝีมือการแสดง หรือการเต้นมากขึ้นแทน หน้าตาไม่ใช่ประเด็นเท่าไหร่แล้ว เพราะทุกคนหน้าตาดีหมด? ไม่เลวนะ ไม่ต้องการเป็นดาราก็ได้ ในที่ทำงาน หรือในสังคมต่างๆ กำแพงเรื่องหน้าตามีให้เห็นอยู่ทั่วไป คนที่หน้าตาดีก็มักจะเป็นที่ชื่นชอบ หรือคนก็จะชอบเข้ามาคุยด้วยมากกว่า ทำอะไรๆก็ดูดีกว่าๆ เสมอ แต่ผมก็ไม่เถียงนะครับ ในระยะยาวว่าเป็นเรื่องนิสัย แต่ยังไงๆ หน้าตาดีมันมีภาษีดีกว่าแน่ๆ ก็ต้องยอมรับ

เมื่อทุกคนหน้าตาดีหมด เพราะทำกันอย่างเปิดเผย นิสัยหรืออาจจะบุคลิกก็จะเข้ามาเป็นตัวตัดสินคนๆนึงแทน น่าสนใจดี

ในวันเดียวกัน บังเอิญเปิดไปดูช่อง Discovery เป็นตอนชื่อ Hip Korea ฟังรายการช่วงต้นแล้ว ก็เข้าใจได้ว่า จะพูดถึงการพัฒนาของประเทศเกาหลี และ Korea Fever ที่เกิดขึ้น แต่พอดูไปเรื่อยๆ ไปๆมาๆ กลายเป็น เส้นทางการเติบโตของ Rain ซะงั้น แต่เค้าก็มีประเด็นครับ

ไว้อาลัยให้ Randy Pausch ครับ

เมื่อกี้ พึ่งได้ข่าวการเสียชีวิตของ Randy Pausch ครับผม ตกใจนิดหน่อย

ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า เค้าเป็นใคร หลังจากที่ได้ดู The Last Lecture
แล้วผมก็ติดตามอาการเค้าอยู่เรื่อยๆ ทางเว็บไซท์ครับ

ใครที่ยังไม่เคยดู หรือไม่รู้จัก แนะนำให้ไปดูนะครับ เพราะการบรรยายของเค้า
ให้แรงบันดาลใจมากๆ กับคนนับล้านรวมทั้งผมด้วย

เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน ผมยังได้ดูเค้าพูดใน Commencement Day ที่ CMU
อยู่เลย ไม่นึกว่าจะเร็วขนาดนี้

เค้าเป็น 1 ในเหตุผลต้นๆที่้ผมอยากไปเรียน cmu เลย อยากเจอตัวเป็นๆ
สงสัยจะอดแล้วล่ะครับ

ขอไว้อาลัยให้กับ Randy Pausch ครับผม RIP.

 

The Last Lecture

วันก่อนได้มีเวลาว่างนั่งดูวิดิโอการบรรยายเรื่องนึง ที่อ.โปรดปราน แนะนำให้ไปดูครับ
เค้าบอกมันดีมากๆ แล้วก็ inspired มากๆด้วย
ผมเลยไปหาโหลดเก็บไว้ก่อน และพึ่งได้ดูเมื่อเร็วๆนี้
ชื่อเรื่องคือ Really Achieving Your Childhood Dreams ครับ
คนบรรยาย เป็น professor ด้าน CS อยู่ที่ cmu ครับ
เค้าชื่อ Randy Pausch

Randy นั้นเค้าเป็น Prof. ด้าน Human-Computer Interaction ครับ
ทำพวก Virtual Reality เค้าทำหลายอย่างเลย เท่าที่ไปค้นๆดู มีส่วนเกี่ยวข้อง
ในเกมส์ TheSims ด้วย และก็มีโปรเจค Alice สอนเด็กให้เขียนโปรแกรม!! ผ่าน 3D
ตั้งสถาบัน Entertainment Technology Center(ETC) เป็นที่ๆสอนให้
artist กับ engineer ทำงานร่วมกันได้ ส่งต่อให้อุตสาหกรรมเกมส์
แล้วที่นี้ครับ อยู่ๆเค้าก็พบว่า เค้าเป็นมะเร็งตับ และอยู่ได้อีกไม่นาน!!!

แต่ด้วยนิสัยเค้า และอัธยาศัยดี(ผมฟังเค้าบรรยายก็เห็นได้ชัด) ทาง CMU ก็เลยเปิด
ให้เค้าบรรยายครับ ที่หัวข้อชื่อ The Last Lecture ครับ การบรรยายครั้งสุดท้ายย
นั่นก็ีคือการบรรยายครั้งที่ผมดูนี่แหละครับ

เว็บไซต์ วิดิโอ bittorrent

ความยาว 1 ชั่วโมง 44 นาที ฟังรู้เรื่องบ้าง หลุดๆไปบ้าง แหะๆ
แต่ก็คอยอ่านตาม transcript เอาด้วย

ผมไม่อยากเล่ามาก อยากให้ไปดูกันเองมากกว่า แต่เอาคร่าวๆแล้วกันว่า
เค้าเล่าถึงความฝันในวัยเด็กของเค้าครับ แล้วเค้าก้พยายามวิ่งเข้าหาความฝันของเค้า
ยกตัวอย่าง ความฝันอย่างนึงของเค้าคือ ได้ไปอยู่ในสถาวะไร้แรงโน้มถ่วงครับ
เค้่าไม่ได้ต้องการเป็นนักอวกาศนะครับ เพียงแค่อยากลอยๆในสภาวะแรงโน้มถ่วง

ทีนี้ก็มีช่วงนึง นาซ่าจัดการประกวดอะไรซักอย่างในนักศึกษาแข่ง แล้วรางวัลก็คือ
ได้ขึ้นไปบนยานและได้อยู่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง!! เค้่าก็เอาเลยครับ
เทรนๆ เป้นที่ปรึกษา และช่วยนักศึกษากลุ่มนึงของเค้าให้ส่งแข่งการประกวดนี้ครับ
จนนักศึกษาของเค้าชนะเลิศ แต่ปรากฏว่า นาซ่าบอก ใ้ห้ไปเฉพาะนักศึกษาเท่านั้น
อ.ไม่เกี่ยว เค้าแป่วเลย แต่ปรากฏว่า นาซ่าบอกว่านักศึกษาสามารถพานักข่าวท้องถิ่น
ไปได้ 1 คน? เค้าเลยไปสมัครเป็นนักข่าวกับหนังสือพิมพ์เลยครับ เพื่อจะได้ไปด้วย

นี่เป็นตัวอย่างนึงของหลายความฝันที่เค้าเล่าครับ แล้วเค้ายังพูดอะไรอีกหลายเรื่อง
มีมุขขำขันตลอดเวลาด้วย

(ถึงตรงนี้ ถ้าใครคิดจะดู ผมอยากให้ไปดูก่อนนะครับ
แล้วมาอ่านต่อว่ารู้สึกเหมือนผมรึเปล่า)

หลังจากที่ผมดูจบ ผมได้อะไรดีๆหลายอย่างทีเดียว

- ได้ความรู้สึกที่อยากจะทำอะไรดีๆซักอย่าง ตอนนี้เลย

- ดูแล้วทำให้ผมรู้สึกว่า น่าเสียดายที่คนเราต้องเอาชีวิตรอด คือ รู้สึกคนเราทำ
อะไรได้อีกเยอะมาก ถ้าไม่ต้องไปเสียเวลาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง
แล้วทำไม่ได้ทุกอย่างอย่างที่ใจอยากทำ แต่ก็นั่นแหละ เพราะเราต้องเอาชีวิตรอด
คนเลยทำอะไรดีๆขึ้นมาเยอะแยะรึเปล่านะ

- คำๆนึง ที่ randy ตั้งขึ้นมา(ผมเข้าใจว่าเค้าตั้งเองนะ) คือคำว่า head fake ครับ
เค้าแปลว่า Most of what we learn, we learn indirectly ซึ่งหลังจากที่ฟัง
เค้าแล้วก็ เออ มันจริงว่ะ

- Experience is what you get when you didn’t get what you wanted
ไม่เลวครับ ต้องหาเวลานั่งคิดๆดู

- do something fun ทำอะไรสนุกๆกันเถอะ อันนี้ผมพยายามอยู่ ทำอะไร
ที่อยาก ทำอะไรที่ตัวเองรู้สึกสนุก ทำอะไรสนุกๆกันดีกว่า โดยไม่ต้องแคร์ว่าผลจะเป็นยังไง
ตอนที่ เห็นเค้าพูดเรื่องนี้ ผมอยากจะลุก ไปเอาปากกาสี วาดอะไรๆเล่นบนผนังห้องจริงๆ
แต่ยังทำไม่ได้แฮะ คงโดนแม่ด่า 555

- มีช่วงนึงที่เค้า พูดเรื่องว่า ทำไมตัวเองถึงมาเป็น Professor ทำไมไม่ไปเป็น
เซลล์แมน เป้นนักธุรกิจเหมือนคนอื่นๆ หรือไม่ก็เรียนหมอ แต่มีคนบอกเค้าว่า
Professor คือ Education Salesman ครับ ต้องลองคิดดู

ผมจดไว้แค่นี้ ไม่รู้ที่เล่ามาจะ spoil มากไปรึเปล่า หรือไปดูจริงๆ
อาจจะไม่รู้สึกว่ามันเจ๋งอะไรก็ได้ ก็แล้วแต่คนล่ะมั้งครับ

ปัจจุบันเค้ายังไม่เสียชีวิตนะครับ เค้ามี Health Update page ให้ดูด้วย

หลังจากนั้น เค้ามีบรรยายเรื่อง Time Management อีกครั้งนึง
(ก้ไม่ last lecture แล้วดิ 555) ตอนนี้ผมยังหาไฟล์มาดูไม่ได้
ไม่อยากดูออนไลน์ ใครมีช่วยบอกผมหน่อยแล้วกันนะครับ