ขณะที่นอนอ่านหนังสือเล่มนึงอยู่ชื่อ “บุกคนสำคัญ” ผมอ่านถึงตอนของ ลีโอนาโด ดาวินซี ซึ่งทุกคนก็คงรู้จักดี
ในตอนนี้เค้าเล่าถึงผลงานของ ดาวินซี ที่มีมากมายหลายแขนง มีทั้งเป็นแค่ไอเดียที่จดไว้ ทั้งที่ทำสำเร็จขึ้นมาและทำค้างไว้ยังไม่เสร็จ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่จะเป็นแบบหลังสุด
แต่ข้อคิดของเรื่องนี้คือ สิ่งที่ทำไม่เสร็จเหล่านั้น หรือล้มเหลวมากมายเหล่านั้น มันไม่ได้ไร้ประโยชน์หรือไม่มีค่า มันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ทำสิ่งต่อๆมาสำเร็จขึ้นได้
ผลงานหลายอย่างของ ลีโอนาโด ดาวินซี ใช้เวลาค้นคว้าศึกษาหลายปี แม้กระทั้งการปั้นรูปม้า ก็ต้องศึกษากายวิภาคของม้า จนสุดท้ายงานนั้นก็ไม่เสร็จเพราะมีเรื่องอื่นๆเข้ามา จนหลายคน วิจารณ์ว่า เพราะเค้าพยายามทำให้มันสมบูรณ์แบบเกินไป สุดท้ายก็เลยไม่เสร็จ
ผมนอนอ่านเรื่องนี้ แล้วก็นั่งคิดถึงชีวิตตัวเอง ย้อนกลับไปว่า ตั้งแต่เกิดมาผมทำผลงานอะไรสำเร็จบ้างนะ มันก็พอมีนะ หลายอันก็ภูมิใจ แต่หลายอันก็ล้มเหลว หรือทำแล้วทิ้งไปก็หลายอัน แต่สิ่งที่รู้สึกสะดุดอย่างนึงคือ สิ่งที่ผมเรียกว่าทำเสร็จที่ผ่านมา มันเสร็จด้วย deadline คือเพราะมีกำหนด deadline สุดท้ายก็ต้องรีบๆทำให้เสร็จ ไปซะทุกครั้ง ทุกชิ้่น และพอทำมันเสร็จก็เหมือนจะเลิก ไม่ทำต่อ และทิ้งมันไป
พอคิดๆดูแล้ว เลยชักรู้สึกว่า แบบนี้อาจจะเรียกว่าไม่สำเร็จก็ได้ แม้ผลลัพธ์มันจะสำเร็จ(ได้รางวัล บลาๆ) แต่ไม่มีเลยซักอย่างที่ ทำขึ้นมาแบบ บรรจงปั้นขึ้นมา โดยไม่สนใจเวลา ทำให้มันสมบูรณ์แบบที่สุด หรือพัฒนาต่อๆไปเรื่อยๆ จนตัวเองพอใจถึงที่สุด ที่แล้วมา มันพอใจเมื่อเทียบกับเวลาที่มีเท่านั้น ณ ตอนที่หมดเวลา ถ้าถามว่าอยากทำให้ดีกว่านี้อีกมั้ย ก็อยาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ
นี่มันน่าจะเรียกว่ายังไม่เสร็จรึเปล่า
เขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่อะไร เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และสำเร็จขนาดตัวเองภูมิใจมากๆ มาซักพักแล้วตั้งแต่แข่งโรบอทและซีเนียร์โปรเจค
ผมทำงานมาครบปีแล้ว เมื่อต้นเดือนนี้เอง จะว่าเร็วก็ไม่เร็วนัก จะว่าช้าก็ไม่ช้า มันไปของมันเรื่อยๆ
ถึงตอนนี้ ผมมีประสบการณ์การทำงาน 1 ปีแล้ววว!! แต่ถ้าถามว่ารู้สึกว่า 1 ปีที่ผ่านมา รู้สึกตัวเองเปลี่ยนไปมั้ย ก็คงต้องตอบว่า นิดหน่อยครับ
รู้สึกได้พัฒนาตัวเองมากขึ้นมั้ย ก็พอสมควร แต่ยังไม่ได้อย่างที่ต้องการ
1 ปีที่ผ่านมา จริงๆ ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 6 เดือนแรกกับที่ทำงานที่แรก กับ 6 เดือนหลังกับที่ทำงานปัจจุบัน
แต่จากที่ทำงานมา 2 ที่ รวมกับที่ทำ part-time อีก 1 ที่ก่อนเรียนจบแล้ว ทำให้ได้เห็นธุรกิจหลายๆแบบเหมือนกันทางด้านไอทีและเทคโนโลยี และได้เห็นตัวงาน เนื้องานของแต่ละธุรกิจ ที่ผมได้เข้าไปสัมผัส และมากกว่านั้นบริษัทที่ผมเคยได้เข้าไปทำงานมา ก็ล่้วนแต่เป็นบริษัทรุ่นพี่ซึ่งก็ทำให้พอจะได้เห็นเงาตัวเองลางๆ ถ้าคิดจะเดินในเส้นทางเป็นผู้ประกอบการ แต่ยังไงชีวิตก็คงต้องเลือกเอง ทำเองล่ะครับ ไม่แน่ว่าจะเหมือนกันเสมอไป ที่เห็นมา 3 ที่ ก็มีจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกัน แนวคิดไม่เหมือนกัน น่าสนใจดี
สำหรับชีวิตประจำวัน ตอนนี้ชินกับการเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว ตื่นเช้า(ถ้าเรียกว่าเช้านะ)ได้ไม่ลำบากนัก จัดสรรเงินตัวเองได้โอเค ใช้จ่ายส่วนนึง มีเงินเก็บส่วนนึง ซื้อชองเล่นส่วนนึง ทุกอย่างก็ดูลงตัวดี จนบางครั้งมันดูนิ่งไหลๆ เกินไปเหมือนกัน แต่ถึงยังไง เสาร์อาทิตย์ก็ยังรู้สึกเป็นช่วงเวลาที่มีค่าอยู่ดี
ทุกวันนี้ ที่ผมทำงานอยู่ปัจจุบัน ก็ค่อนข้างแฮปปี้ดีครับ เพื่อนร่วมงานดี เก่งๆทั้งน้ั้น พูดคุยกันสนุก เนื้องาน ก็มีอะไรให้เรียนรู้เรื่อยๆ ผู้บริหารเข้าใจว่าธรรมชาติเราเป็นยังไง ชีวิตในออฟฟิศก็แฮปปี้ดีครับ ทำให้อยากออกจากบ้านไปทำงาน แม้ว่า 6 เดือนที่ทำงานมา ผมยังรู้สึกยังไม่ได้ทำอะไร accomplish สำเร็จให้บริษัทเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ ถึงขนาดบางครั้งรู้สึกตัวเองทำงานไม่คุ้มกับสิ่งที่ได้รับเลยด้วยซ้ำ รู้สึกเหมือนเวลาทำงานแต่ละวันผ่านไปเร็วมากแต่งานออกมาได้น้อยกว่าที่คิดอยู่บ่อยๆ จะด้วยความขี้เกียจหรือยังไม่ทุ่มเทมากพอยังไงก็ตาม แต่ก็จะพยายามจะขยันและทำให้ดีขึ้น หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อยๆครับ และทำงานได้แบบมืออาชีพ
สิ่งที่ผมรู้สึกว่าที่ทำงานปัจจุบันยังไม่ตรงใจผมนักคือ การสร้างบรรยากาศการทำงานให้มากกว่านี้ จริงๆมันเป็นเรื่องยากอยุ่เหมือนกัน ที่จะ balance ระหว่างบรรยากาศในการทำงาน บรรยากาศในการเรียนรู้สร้างสรรค์ และบรรยากาศความสนุกในที่ทำงาน แต่ที่เป็นอยู่มันค่อนข้างจะโอนเอียงไปที่ 2 อย่างหลังมากเกินไปหน่อย แต่ผมก็คิดว่าเรื่องแบบนี้มันยากจะจัดการอยู่เหมือนกัน เพราะอยู่ที่ธรรมชาติคนพอสมควร
ในทาง technical 1 ปีที่ผ่านมา ได้เห็นภาพกว้างขึ้น ได้เห็นหลายๆเทคโนโลยีที่อยู่บ้านไม่มีทางได้เล่นหรือคิดจะเล่น พวกของในห้อง server เช่น storage แต่ในด้านรายละเอียดหรือความเชี่ยวชาญ รู้สึกตัวเองไม่ได้พัฒนามากนักและยังไม่พอใจ ไม่อยากจะอ้างเรื่องเวลา แต่อยากพัฒนาความสามารถให้มากกว่านี้
เมื่อเดือนที่แล้ว มีช่วงที่คิดมากเรื่องเรียนต่อ ซึ่งยังเป็นเป้าหมายหลักในอนาคต ณ ตอนนี้ และอนาคตของตัวเอง เพราะกำลังเตรียมสมัครทุน คิดวนๆ ปรึกษา คุยกับคนรอบข้างไปทั่ว สุดท้ายก็เหมือนจะเริ่มวนอยู่กับที่ และตกตะกอนอะไรออกมาได้บ้าง ถ้าทุกอย่างราบรื่นโคตรๆ เร็วสุดก็คงจะได้ไปเรียนต่อกลางปีหน้า แต่ก็ยังไม่คิดว่าจะราบรื่นเช่นนั้นเท่าไหร่ ก็ดูต่อไปครับ ถ้าผลัดไปอีกซักปี ก็ไม่รู้สึกเสียดายอะไรนัก เพราะงานที่ทำอยุ่ตอนนี้ก็แฮปปี้ดี และไม่อยากทิ้งไปเหมือนกัน
ชีวิตทำงาน 1 ปีที่ผ่านมาของผม ก็ประมาณนี้แหละครับ
ตั้งใจเขียนตั้งแต่วันเกิดที่ผ่านมา แต่ไปๆมาๆก็ผ่านมา 2 อาทิตย์ซะแล้ว ปีนี้คน HBD เยอะมากเป็นประวัติการณ์ ขอบคุณอีกครั้งครับ(พลังของ social networkสินะ) อารมณ์ดีมากครับช่วงนั้น ติดๆกับอารมณ์ปีใหม่ด้วย มีความสุขมากทีเดียว
ตอนนี้ผมอายุครบ 23 ปีแล้ว ส่วนตัวไม่ชอบเลข 3 เท่าไหร่ ไม่ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว รู้สึกว่าเป็นเลขผู้ร้าย จนแม้วันเกิดที่ผ่านมายังมีแวีบๆว่า อยากให้อายุกระโดดไป 24 เลยก็ดี ฮ่าฮ่า เพราะผมชอบเลข 2 กับ 4 เป็นพิเศษ
ตั้งแต่วันเกิดปีที่แล้ว ที่ยังคงเป็นนิสิต จนวันนี้ที่เป็นคนวัยทำงานซะแล้ว 1 ปีที่ผ่านมา ผมทำอะไรไปบ้าง มาเรียบเรียงดูกันซะหน่อย
ถึงเวลาที่จะต้องเขียนแล้วล่ะครับ ก่อนเวลาจะผ่านไปมากกว่านี้
ช่วงเริ่มทำงาน
ผมได้งานตั้งแต่ก่อนเรียนจบครับ ได้งานที่บริษัทซอฟท์แวร์แห่งหนึ่งแถวสีลม ในตำแหน่ง System Engineer พร้อมกับเพื่อนๆ อีก 5-6 คนที่เข้ามาพร้อมๆกัน
เริ่มงานตอนเดือนเมษา เรียกได้ว่าไม่ได้พักอะไรเท่าไหร่ เรียนจบปั๊ปก็ ทำงานต่อเลย และจนบัดนี้ก็ยังไม่ได้เที่ยวเท่าไหร่ (เสียดายยิ่งนัก)
สิ่งที่ผมคาดหวังจากการทำงานที่นี่ คืออยากเห็นว่า ที่เค้าพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่ทำเป็นธุรกิจเนี่ย มันเป็นอย่างไร ทำกันแค่ไหน อยากจะได้สัมผัสจริงๆ ที่เค้าว่ากันว่า โปรแกรมเมอร์เหมือนอาชีพกรรมกรไอทีนั้น เป็นจริงรึเปล่า?(นี่คือคำถามลึกๆในหัวผม) ไม่ได้มองถึงการเติบโตเท่าไหร่ เพราะคิดจะเรียนต่ออยุ่แล้ว และทีนี่ก็ให้ผลตอบแทนดีมากด้วย
ช่วงเดือนแรก เท่าที่จำได้ ยังไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ แต่พอจะได้รู้เรื่องโปรเจคที่จะต้องไปทำแล้ว ก็ได้แต่วางแผนกันคร่าวๆ
งานที่ผมต้องทำคือ พัฒนาระบบอันนึงให้ลูกค้า โดยลูกค้ามีระบบเดิมอยุ่แล้ว แต่ต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น แต่จริงๆก็คือทำใหม่น่ะแหละ ระบบก็ไม่ได้ซับซ้อนครับ เป็น web app สำหรับ read/write datebase และ gen report แต่ด้วยความที่ ในทีมส่วนใหญ่เป็นเพื่อนๆกันที่เรียนจบด้วยกันมา เรียนเหมือนๆกัน และพี่ๆที่มีประสบการณ์ก็ไม่ใช่สาย technical เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเรื่องทาง technical ก็จะเป็นพวกเรากันเองนี่แหละ ที่ตัดสินใจกันเอง อันไหนที่คิดว่าดีก็ทำอันนั้น รวมทั้งกระบวนการออกแบบและพัฒนาระบบด้วย
อย่างที่บอกครับ ระบบไม่ได้ซับซ้อน แต่สิ่งที่ยากคือ เวลามันจำกัดมาก เมื่อเทียบกับขนาดของระบบ บวกกับ developer ที่ชั่วโมงบินน้อยอย่างพวกเรา การออกแบบบางอย่าง กระบวนการแบบมือสมัครเล่นบางอย่าง ก็ทำให้การพัฒนาระบบทำได้ช้าอยู่เหมือนกัน แต่งานต้องรีบ ก็เหนื่อยกันพอสมควร แต่โดยภาพรวมก็ผ่านไปได้ครับ ทุลักทุเลบ้างบางจังหวะ แต่ก็ผ่านไปได้
วันนี้ ได้โอกาส ไปดูมาจนได้ครับ หนังเรื่อง หนีตามกาลิเลโอ (Dear Galileo)?
หลังจากที่ อยากดูตั้งแต่เห็นตัวอย่างครั้งแรก
ไม่ต้องคอมเมนท์ถาม ผมไปดูคนเดียวครับ ไปเจอป้ายหน้าโรง
น้องเต้ยถามว่า “ใครมาดูหนังคนเดียวบ้าง ยกมือขึ้น?”? (0_0)/? ถึงกับโดน 55+
ต่อไปนี้ก็ spoil อย่างไปไม่ต้องสงสัยครับ
“Life is either a great adventure or nothing” – Hellen Keller
ผมคิดว่าประโยคนี้ เหมาะมากเลยครับ สำหรับหนังเรื่องนี้
ที่อาจไม่เหมือนใครเท่าไหร่ คือ ฉากที่ผมชอบที่สุด กลับเป็นฉากแรกของเรื่อง
คือ การกระโดดบันจี้จัมพ์ ดูแล้วขนลุกมาก และหลังจากดูจบ ผมรู้สึกว่า
ฉากนั้น มันคือเรื่องราวของหนังเรื่องนี้เลย
การมีเพื่อนรักที่จะอยู่ช่วยเหลือกัน และกระโดดออกไป ผจญภัยสู่โลกใหม่ๆ
ที่หลุดออกจากกรอบเดิมๆ มันดีมาก นึกถึงว่าเรากระโดดออกไป ในอากาศที่ไม่มีขอบเขตใดๆ
ดูแล้วผมขนลุกครับ
หายหน้าหายตาไปซักพัก ไม่ได้มาอัพเลย เหตุผลก็เหมือนๆที่แล้วมาครับ ตลอดเดือนที่ผ่านมานี่ งานยุ่งมากเลยครับ
กลับถึงบ้านก็ทำงานต่อ เพลียๆ ทั้งงานหลัก งานพาร์ทไทม์ เสาร์อาทิตย์ ก็ยุ่งๆตลอด (แต่ยังมีเวลาไปดูหนังนะ
)
ส่วนนึงเพราะงานมันเร่งด้วยครับ บวกกับ ผมทำห้องตัวเองใหม่(หัวข้อบล๊อกวันนี้แหละ) จนมาถึงช่วงนี้ งานถึงเริ่มเบาลง (มันผ่านจุด checkpoint มาน่ะ) และห้องก็เสร็จแล้ว
ผมพึ่งทำห้องใหม่ครับ เป็นส่วนนึงในโครงการ “เปลี่ยนชีวิตตัวเองใหม่” นอกจากห้อง ก็มีอีกหลายอย่างครับ? วิธีการตื่นนอน วิถีชีวิตประจำวัน
การบริหารเงินตัวเอง การแต่งตัว หลายๆอย่างครับ? ทั้งหมดก็เพราะว่าตอนนี้ ผมเริ่มเข้าสู่ชีวิตคนทำงานแล้ว? เลยพยายามจัดระเบียบชีวิตให้เข้าที่