preload

Iron Man 2

entry นี้ spoil อย่างไม่ต้องสงสัยนะครับ

วันนี้ไปดูมาแล้ว Iron Man 2 หลังจากดูภาคแรกแล้ว ก็ชอบนะ แต่ไม่ peak มากนัก แต่ภาคนี้ นี่เห็นโปรโมทก่อนนานมาก ข้ามปีกันเลยทีเดียว ก็เลยรอดูอยู่เหมือนกันครับ จนเข้าโรงเมื่อวันก่อน

  1. ชอบภาคนี้มากกว่าภาคแรกมาก และภาคนี้ทำออกมาได้สนุกมาก
  2. ฉากที่ชอบมากๆ คือ การเปิดตัวงาน Stark Expo และ ออฟฟิศใต้ดินของพระเอก
  3. ฉากเปิดตัวงาน Stark Expo นี่ชอบที่มีแขนกลออกมาถอดชุด Iron Man ออกกลายเป็นสูทมากกกกก เท่ห์โคตรรร สงสัยนิดหน่อยว่า แขนกลนี่ของจริงหรือกราฟฟิก เจ๋งมากกก และก็ชุดแดนเซอร์ในฉากเปิดตัวก็เข้าท่ามาก ชอบ
  4. ออฟฟิศใต้ดินของพระเอก นี่ไม่ต้องบรรยายครับ คนที่ชอบ technology และ computer ทั้งหลายคงชอบกัน ตื่นตาตื่นใจดี อีกกี่ปีจะได้เห็นของจริงนะ!
  5. อีกฉากนึงที่ชอบคือ ฉากที่พระเอกเข้าไปเจอผู้ร้ายในคุก พระเอกเปิดบทสนทนาด้วยการ แนะนำว่าจะปรับปรุงชุดผู้ร้ายได้ยังไง ผมดูแล้วรู้สึกว่า มันเป็นนิสัยของนักวิจัยและพัฒนามาก ไม่ว่าเค้าจะเป็นผู้ร้ายหรืออะไร แต่ทั้ง 2 คนชอบเหมือนกันคือการวิจัยพัฒนา ก็เลยอดไม่ได้ที่ต้องแนะนำ พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน ทั้งๆที่ดูจะเป็นศัตรู แล้วค่อย พูดเรื่องอื่นๆต่อ (ผมอาจจะคิด ตีความไปเองก็ได้)  และตอนท้าย ผู้ร้ายยังทำตามคำแนะนำ ไม่มีศักดิ์ศรี และบอกว่า “Good Advice” ด้วย
  6. ฮีโร่ทุกตัวมักจะต้องมีจุดอ่อน ภาคนี้ ตอนแรกๆดูเหมือนจะแสดง จุดอ่อนของ Iron Man (ที่ภาคแรกไม่ค่อยเห็นมี) ออกมา เรื่องผลข้างเคียงของเตาปฏิกรณ์ ทำให้รู้สึกว่าเป็นฮีโร่มากขึ้น แต่ไปๆมาๆ ตอนจบก็แก้ปัญหาได้ซะงั้น
  7. ในเรื่องเหมือนจะพยายามนำเสนอการสั่งงานด้วยเสียงอย่างมาก เช่น ทีวี
  8. ฉาก action โอเค
  9. ผู้ร้ายเป็นนักฟิสิกส์แต่ hack ระบบได้ไวมาก (โคตรเว่อร์ software shit!!) แต่พระเอกถ้าจำไม่ผิด จบ Mechatronic แต่สังเคราะห์ธาตุใหม่ได้ด้วยตัวคนเดียวกับคอมพิวเตอร์ o_O
  10. ฉากตอนสู้ พระเอกสั่งให้ Jarvis (คอมพิวเตอร์) hack ระบบกลับคืนมา โว้ว!!
  11. พระเอกกับผู้ร้ายสู้กันด้วย technology ล้วนๆ Drone vs Armor suit เจ๋งดี
  12. สงสัยว่า เจ้าหน้าที่โรดส์ ที่ เป็น War Machine จะได้รับผลข้างเคียงจากเตาปฏิกรณ์ด้วยรึเปล่า เพราะใช้เตาแบบเก่าหนิ ไม่ได้ใช้ธาตุใหม่
  13. ชอบ เจ้าหน้าที่โรดส์ คนเก่าที่แสดงโดย Terrence Howard มากกว่า Don Cheadle (เท่าที่หาดู เข้าใจว่ามีปัญหากับผู้กำกับ)
  14. Robert Downey Jr. แสดงได้ดี เริ่มจำภาพเค้าเป็น Tony Stark แล้วว  ดูบ้าบิ่น เอาแต่ใจ หลงตัวเอง แต่พอจริงจังกลับดูฉลาดและอัจฉริยะ
  15. ในเรื่องมีหน่วย S.H.I.E.L.D และพูดถึง The Avengers แล้ว แถมตอนหลัง credits ยังปูพื้น The Thor อีก หะหะ ทยอยมาสินะ อยากดู Captain America แล้ว
  16. อยากอ่านเรื่อการ์ตูนของทั้ง Marvel และ D.C. จริงๆ มันดูซับซ้อน และเข้มข้นดี แถมบางเรื่องดราม่าชีวิตและการเมืองอีกตะหาก
  17. อยากเป็น Iron Man

ว่างๆแนะนำให้ไปดูครับ

Schindler’s List

เมื่อคืนกลับบ้าน เปิดทีวีดูเจอหนังเรื่อง Schindler’s List เรื่องนี้พอดิบพอดีกำลังจะเริ่ม ได้ยินชื่อมานานแล้ว เพราะเป็นหนังของ Steven Spielberg และหนังระดับออสการ์ แต่ไม่มีโอกาสดูซักที หลังจากดูจบ ขอจัดเรื่องนี้เป็นหนังที่ชอบมากที่สุดเลยทันทีครับ

หนังเรื่อง Schindler’s List นี้ ออกฉายปี 1993 เล่าเรื่องของ นักธุรกิจเยอรมันชื่อ Oskar Schindler ในยุคของนาซีที่กำลังจะจัดการกับชาวยิวครับ การใช้เป็นแรงงาน รวมทั้งการสังหารหมู่ชาวยิวด้วย ที่สำคัญเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง มีตัวตนจริงๆ

ตลอด 3 ชั่วโมงของหนัง เป็นภาพขาวดำแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวและอารมณ์ ดูแล้วสะกดมากๆ และเนื้อเรื่องไม่ยืดยาดด้วย ดูแล้วน้ำตาซึม หลายๆฉากสื่อถึงบรรยากาศ ณ ช่วงเวลานั้น หลายๆฉากสะท้อนจิตใจมนุยย์ สังคม และชีวิต โดยเฉพาะฉากที่ต้อนคนยิวขึ้นรถไฟ เพื่อนำไปฆ่า ดูแล้วผมนึกถึงหมู และไม่อยากกินหมูไปชั่วขณะนึงเลย

ผมไม่อยากสปอยล์ ไปมากกว่านี้ ใครที่ชอบดูหนัง ไม่ควรพลาดครับ โดยเฉพาะหนังที่สร้างจากเรื่องจริงแบบนี้ แนะนำให้ดูอย่างยิ่งครับ

ปล. ปิดท้ายด้วย soundtrack จากหนังเรื่องนี้ บรรเลงเป็น violin

ขอไว้อาลัยให้ผู้ที่จากไปในสงครามครั้งนั้นด้วยครับ

I give my first love to you.

วันนี้ พอดีมีเวลาว่างช่วงบ่ายๆ เลยไปพักผ่อนด้วยการดูหนังที่อยากดู แต่ไม่ได้จังหวะเสียที คือเรื่อง I give my first love to you.(Boku no hatsukoi wo kimi ni sasagu) มาครับ (ถ้าคุณอยากรู้ ผมดูคนเดียวครับ)

หนังเรื่องนี้เป็นหนังญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูน ผมเองไม่เคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้หรอกนะครับ แต่หลังจากดู Trailer แล้วรู้สึกอยากดูมาก
ผมจะไม่เล่าว่าเนื้อเรื่องเป็นยังไง เกี่ยวกับอะไร แต่หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้ผมถึงกับ น้ำตาไหล กันเลยซึ่งไม่เจอแบบนี้มานานนับจากเรื่อง My Sassy Girl ครับ ยังมีผู้หญิงที่นั่งด้านหลังผม ถึงขั้นฟูมฟายน้ำตาไหลขี้มูกไหลกันเลยล่ะครับ

ครั้งแรกกับ IMAX3D

ขอจดไว้หน่อย วันนี้ไปดู AVATAR รอบที่ 2 มาครับ แต่รอบนี้ไปดูเพื่อ IMAX 3D โดยเฉพาะ!!

อยากดู IMAX 3D มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสและรู้สึกว่า มันต้องเลือกหนังที่จะดูกับโรงแบบนี้ด้วยครับ ไม่ใช่หนังอะไรก็ได้

จะดูประสิทธิภาพของโรงแบบนี้ ก็ต้องเลือกกันนิดนึง จนมาเจอเรื่องนี้ ที่เป็นหนัง CG และพี่ที่บริษัทชวน เลยเอาซะเลย

  • ปกติแล้วมันมี แบบโรงจอ IMAX คือจอใหญ่ (ตึกกี่ชั้นไม่รู้ที่ชอบโฆษณา) แต่ไม่เป็น 3D กับ โรงที่เป็น 3D แต่จอธรรมดา แต่นี่คือทั้ง IMAX และ 3D
  • ราคาที่นั่ง คือ 350 บาทครับ แต่นี่ใช้ Krungsri GE ลดเหลือ 300
  • แจกแว่นคุณภาพโอเค และ จอใหญ่มากกกก (แต่หนังจริงๆฉายไม่เต็มจอนะ ฮ่าฮ่า)
  • ดูแล้วมัน 3D โอเคเลยครับ(ไม่ใช่ 3D หลอกขาย) และที่ผิดคาดคือ นึกว่าฉากที่เป็น CG จะรู้สึกถึง 3D ชัด แต่ที่ไหนได้ ฉากที่เป็นคนแสดงนี่แหละ สุดยอด หลายๆฉาก เหมือนเราไปนั่งฟังข้างๆตัวละครเลยครับ เห็นคนเดินผ่าน หรือเราเป็นตัวละครที่นอนอยู่แล้วเค้าก้มลงมามอง เหมือนกำลังมองเรา
  • สิ่งที่ผมชอบที่สุด กลับเป็น ตัวหนังสือ ที่ลอยออกมา เพราะในเรื่องมีการพูดภาษานาวี(ต่างดาว) ซึ่งจะมี english subtile ให้ มันจะลอยสวยมาก  และคมมาก
  • subtitle ภาษาไทย fail มาก เนื่องจากมันเป็นท้องถิ่นทำ build เพิ่มเข้าไป แล้วมันไม่เข้าระบบ 3D เวลามองผ่านแว่น จึงเบลอ จนมองยากมาก
  • โชคดีที่ดูมาแล้วหนึ่งรอบ และเรื่องนี้บทพูดฟังง่าย เลยดูได้โอเค
  • สำหรับโรง IMAX แบบนี้ การเลือกที่นั่ง สำคัญมาก!!!  ขอให้เลือกแถวไม่เกิน 4-5 แถวบนสุดและบริเวณตรงกลาง จะดีที่สุด
  • ผมไม่แน่ใจว่า ที่ภาพ 3D มันออกมาได้ดีแบบนี้ เพราะเทคโนโลยี 3D จริงๆ หรือ จอ IMAX ช่วย เพราะ จอ IMAX มันจะใหญ่และครอบคลุมมุมมองของสายตาปกติเราได้ ทำให้เรารู้สึกใกล้กับฉากในหนังมาก
  • ฉาก action เร็วๆ ยังทำได้ไม่ดี เวลามีฉากไล่ล่า หรืออะไรที่เปลี่ยนเร็วๆ จะเหมือน frame rate ไม่ถึงเมื่อมองผ่านแว่น จึงกลายเป็นดูไม่รู้เรื่อง
  • ค้นพบว่า แว่นที่มองน่าจะใช้พวกหลักการ polarization เพราะลองเอียงคอตะแคงดู ภาพจะเบลอ หรือบางฉากจะเห็นตัวคนแยกออกเป็น 2 เลย
  • ตลอดเรื่อง ยังไม่รู้สึกสบายเหมือนตาปกติ แต่มึนๆในระดับที่พอทนได้(หนัง 2 ชม. 45 นาที) ผมถอดแว่นพักไปประมาณ 4-5 รอบ

Life is either a great adventure or nothing

วันนี้ ได้โอกาส ไปดูมาจนได้ครับ หนังเรื่อง หนีตามกาลิเลโอ (Dear Galileo)?

หลังจากที่ อยากดูตั้งแต่เห็นตัวอย่างครั้งแรก

ไม่ต้องคอมเมนท์ถาม ผมไปดูคนเดียวครับ ไปเจอป้ายหน้าโรง

น้องเต้ยถามว่า “ใครมาดูหนังคนเดียวบ้าง ยกมือขึ้น?”? (0_0)/? ถึงกับโดน 55+

ต่อไปนี้ก็ spoil อย่างไปไม่ต้องสงสัยครับ

“Life is either a great adventure or nothing” – Hellen Keller

ผมคิดว่าประโยคนี้ เหมาะมากเลยครับ สำหรับหนังเรื่องนี้

ที่อาจไม่เหมือนใครเท่าไหร่ คือ ฉากที่ผมชอบที่สุด กลับเป็นฉากแรกของเรื่อง

คือ การกระโดดบันจี้จัมพ์ ดูแล้วขนลุกมาก และหลังจากดูจบ ผมรู้สึกว่า

ฉากนั้น มันคือเรื่องราวของหนังเรื่องนี้เลย

การมีเพื่อนรักที่จะอยู่ช่วยเหลือกัน และกระโดดออกไป ผจญภัยสู่โลกใหม่ๆ

ที่หลุดออกจากกรอบเดิมๆ มันดีมาก นึกถึงว่าเรากระโดดออกไป ในอากาศที่ไม่มีขอบเขตใดๆ

ดูแล้วผมขนลุกครับ

Tokyo Tower: Mom & Me, and Sometimes Dad

เป็นหนังดีมากๆ อีกเรื่องที่ผมได้ดูครับ ดูตั้งแต่ 2-3 อาทิตย์ที่แล้ว

ผมไปดูคนเดียวครับ ตอนนั้นแค่อยากพักสมองชั่วครู่ ไปดูหนัง
ดูจบแล้ว อืมมม คิดถึงม๊า คิดถึงตัวเอง หนังเรื่องนี้ สอนอะไรหลายๆอย่าง

มีข้อคิดดีๆหลายอย่างเลยครับ แล้วหนังก็ดูง่ายมาก จับประเด็นง่ายๆ แต่รู้สึกได้
แล้วก็เป็นหนังอีกเรื่องครับ ที่ผมร้องไห้ T-T นักแสดงแสดงได้ดีมาก บทแม่นี่สุดๆ

แนะนำให้ไปดูนะครับ ยังไม่ออกจากโรง(โรงหนังสยาม)ด้วย รีบๆนะครับ อยุ่มาเกือบเดือนแล้วมั้ง